Follow us

ผู้ป่วยโควิด-19 ชาวไทย เสียชีวิตรายแรก สหรัฐเลื่อนอาเซียนซัมมิทออกไป

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช และทีมข่าวเบนาร์นิวส์
กรุงเทพฯ และวอชิงตัน
2020-03-01
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
ท่ามกลางความหวาดกลัวต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยตรวจอุณหภูมิร่างกายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ในกรุงเทพฯ วันที่ 1 มีนาคม 2563
ท่ามกลางความหวาดกลัวต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยตรวจอุณหภูมิร่างกายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ในกรุงเทพฯ วันที่ 1 มีนาคม 2563
เอเอฟพี

ในวันนี้ กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวยันยันว่า มีผู้ป่วยเป็นชายชาวไทย อายุ 35 ปี เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นรายแรกแล้ว โดยผู้ป่วยมีประวัติข้องเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งนับเป็นการติดต่อจากคนสู่คน ขณะที่ สหรัฐอเมริกาได้เลื่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ลาสเวกัสออกไป

นายแพทย์ สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวยืนยันการเสียชีวิตของชายไทยอายุ 35 ปี ที่เริ่มป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก และได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม จนกระทั่งตรวจพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ร่วมด้วย จึงถูกส่งต่อมาเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร จากนั้น ผลการตรวจไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา

“หลังจากรักษาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน ด้วยสภาพปอดที่เสื่อมแต่เดิม หัวใจและอวัยวะภายในทำงานหนัก ทำให้อวัยวะภายในหลายระบบล้มเหลว (Multiorgan failure) จึงเสียชีวิตในที่สุด... ถือเป็นกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศ หรือ local transmission เพราะมีการสัมผัสกับบุคคลกลุ่มเสี่ยงซึ่งคือนักท่องเที่ยวชาวจีน” นพ.สุวรรณชัย กล่าวเพิ่มเติม

นายแพทย์ สุวรรณชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยเหตุที่ผลการตรวจไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา คณะกรรมการวิชาการ (ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ) จะพิจารณาเคสนี้ว่า สาเหตุแห่งการเสียชีวิตจะเกี่ยวกับโควิด-19 หรือไม่ อีกครั้ง

ด้าน นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของผู้ป่วยรายนี้ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก และได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนจะถูกส่งตัวมารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูรในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จนเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

“ตลอดเวลาเดือนเศษที่ผ่านมา ผู้ป่วยได้รับการรักษาและดูแลจากทีมแพทย์ และได้รับยาต้านไวรัสที่ดีที่สุด เป็นยาที่พิสูจน์ได้ว่าได้ผลเป็นอย่างดีจากการรักษาที่ประเทศจีน ... และผู้ป่วยรายนี้เป็นรายที่ได้รับ คอนวาเลสเซ่น เซรั่ม (มันคือน้ำเหลืองพลาสม่า) ซึ่งมีแอนตี้บอดี้ของผู้ป่วย คือ คนขับรถแท็กซี่ ที่หายแล้วบริจาคไว้” ระบุ

ด้าน นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิตดังกล่าวแม้ว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ แต่ไม่ได้แปลว่าหายแล้ว เพราะอาการยังวิกฤต และอยู่ในห้อง ICU ยังคงใช้เครื่อง ECMO หรือเครื่องช่วยหายใจแทนปอดมาโดยตลอด และนอกจากผู้ป่วยที่เสียชีวิตยังมีผู้ป่วยอีกรายหนึ่งที่อาการยังหนักอยู่ และเป็นรายที่ได้รับพลาสม่าจากคนขับแท็กซี่เช่นเดียวกัน

“ขณะนี้ ยังมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 อาการหนักอีกรายหนึ่ง อายุ 70 ปี ซึ่งมีการติดเชื้อวัณโรคร่วมด้วย ซึ่งทั้งสองรายจะมีความคล้ายคลึงกันกับผู้ป่วยในต่างประเทศรายงาน คือ หนึ่งเรื่องอายุ และสองมีโรคอื่นร่วมด้วย” นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวเพิ่มเติม

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ส่วนงานสื่อสารองค์กร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ออกแถลงการณ์ ผ่านเฟซบุ๊ก กรณีผู้เสียชีวิตจากไวรัส โควิด-19 ยอมรับว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิตดังกล่าว เป็นพนักงานส่งเสริมการขายสินค้าของบริษัทคู่ค้า ที่มีสินค้าจำหน่ายในสาขาศรีวารี ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้แจ้งลาป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ก่อนแพทย์ตรวจพบไวรัส โควิด-19 ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ปิดให้บริการสาขาศรีวารีเป็นต้นมา และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เข้าตรวจบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และผู้ที่ทำงานในสาขาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยในวันเดียวกัน จากนั้นได้ดำเนินการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ โดยใช้น้ำยา ฆ่าเชื้อไวรัส (H1N1- COVID-19) มาโดยตลอด

เมื่อวันเสาร์วานนี้ สหรัฐอเมริกาได้รายงาน มีผู้เสียชีวิตรายแรกจาก COVID-19 ในสหรัฐอเมริกา ทั้งท่ามกลางความกังวลในระดับนานาชาติเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งทำเนียบขาวได้ประกาศเลื่อนการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์และผู้นำจาก 10 ประเทศสมาชิกแห่งอาเซียน (ASEAN) ที่รัฐเนวาดา ช่วงกลางเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าว

“เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 จึงทำให้ทำเนียบขาวเลื่อนการประชุม ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 14 มีนาคม ในลาสเวกัส ออกไป เพื่อให้รัฐบาลมีโอกาสทุ่มเทความสนใจไปที่การป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนของเขา” โฆษกกระทรรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ ผ่านทางอีเมลต่อเบนาร์นิวส์ ในวันอาทิตย์นี้

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ “ได้มีการเตรียมการร่วมกันสำหรับการประชุม” หลังจากที่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เชิญผู้นำจากกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดพิเศษ กับสหรัฐอเมริกา ในลาสเวกัส ทางการสหรัฐระบุ

“เราหวังว่าจะมีการหารือกับผู้นำอาเซียนในอนาคต เพื่อพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียน และเน้นความสำคัญของศูนย์กลางแห่งอาเซียน ในวิสัยทัศน์ที่เสรีและเปิดกว้างร่วมกันในอินโด – แปซิฟิก” โฆษกกระทรวงตปท.สหรัฐฯ กล่าว

“อาเซียนเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์อินโด – แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง และสหรัฐฯ ขอยืนยันความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนความมุ่งมั่นในหลักการที่ใช้ร่วมกัน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่หยั่งลึกของเรา” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว

ในกรุงวอชิงตัน เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ยืนยันในวันอาทิตย์ว่า การประชุมสุดยอดได้ถูกเลื่อนออกไป

“เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศกำลังทำงานร่วมกัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นของไวรัสโคโรนา สหรัฐอเมริกามีการหารือกับพันธมิตรอาเซียน ได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมผู้นำอาเซียนที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ช่วงกลางเดือนมีนาคม” เจ้าหน้าที่กล่าว

“สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศที่สำคัญในภูมิภาคนี้ และหวังว่าจะได้มีการประชุมพบปะกันในอนาคตข้างหน้า”

การรายงานยืนยันผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา มีมากกว่า 85,000 ราย ทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2,900 ราย ใน 53 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่รวมตัวอยู่ที่ ประเทศจีน ตามข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก แต่จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19 นอกประเทศจีน ได้มีเพิ่มขึ้นในสามประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิตาลี และเกาหลีใต้

ในวันนี้ มีการบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นวันแรก ซึ่งมีรายละเอียดในการเน้นย้ำให้มีการเฝ้าระวังและการแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ กรณีพบผู้ป่วยหรือสงสัยว่าป่วย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งจะต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง หากฝ่าฝืนจะมีความผิด โดยปรับไม่เกิน 20,000 บาท

เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ คณะกรรมการบริหารศาลปกครอง เรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Diseases 2019 : COVID-19) โดยที่กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงออกข้อห้ามมิให้ผู้มีอำนาจอนุญาตการไปต่างประเทศหรือผู้มีอำนาจอนุมัติให้เดินทางไปราชการต่างประเทศ อนุญาตหรืออนุมัติให้ข้าราชการศาลปกครอง พนักงานราชการ และลูกจ้างสำนักงานศาลปกครองไปต่างประเทศหรือเดินทางไปราชการต่างประเทศ ยังหรือแวะผ่าน (Transit) ประเทศหรือเขตการปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีกำหนดการเดินทางตั้งแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

โดยประเทศหรือเขตการปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ประกอบด้วย 1. สาธารณรัฐเกาหลี 2. สาธารณรัฐประชาชนจีน 3. ไต้หวัน 4. มาเก๊า 5. ฮ่องกง 6. ญี่ปุ่น 7. มาเลเซีย 8. เวียดนาม 9. สิงคโปร์ 10. อิตาลี 11. อิหร่าน 12. ประเทศหรือเขตการปกครองอื่นตามที่ประธานศาลปกครองสูงสุดประกาศกำหนด

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ