น้ำท่วมข้ามปีใน 12 จังหวัดภาคใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 36 ราย

ทีมข่าวเบนาร์นิวส์
2017.01.03
ภาคใต้
Share on WhatsApp
Share on WhatsApp
TH-flood-800 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบร่างไร้วิญญาณของนายดุสิต พงษ์สุวรรณ อายุ 43 ปี ที่บริเวณถนนสายบ้านหน้าควน-บ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เสียชีวิตหลังจากไปหาปลา วันที่ 3 มกราคม 2560
เบนาร์นิวส์

ในวันพุธ (3 มกราคม 2559) นี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ จนทำให้เกิดน้ำท่วมใน 12 จังหวัดภาคใต้มาถึงปัจจุบัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 36 ราย และส่งผลกระทบต่อประชาชนเกือบแปดแสนคน

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า มี 12 จังหวัดในภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วยจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ รวม 104 อำเภอ 689 ตำบล 5,048 หมู่บ้าน 263,710 ครัวเรือน 789,674 คน และมีผู้เสียชีวิตสะสม 36 ราย

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กล่าวว่า ในวันนี้ มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย คือ นายดุสิต พงษ์สุวรรณ อายุ 43 ปี ซึ่งจมน้ำขณะไปหาปลาในในพื้นที่ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ สงขลา ส่วนเมื่อวันที่ 1 มกราคม นี้ นายอุรณ ศรีใส นายอำเภอระแงะ ได้รายงานว่ามีเด็กหญิงอายุสิบขวบจมน้ำเสียชีวิตในพื้นที่ ทราบชื่อ คือ ด.ญ.ซาลียา ยะโก๊ะ อายุ 10 ปี

ในวันนี้ นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต. ได้เดินทางไปยังห้องประชุมที่ว่าการอำเภอระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ปัจจุบัน พื้นที่ภาคใต้ยังประสบปัญหาน้ำท่วม และดินถล่ม ศอ.บต. กำลังเดินหน้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน

“ในภาพรวมอุทกภัยระลอก 2 ในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส น้ำท่วมขังมากกว่าระลอกแรก มีพื้นที่เสียหายเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่อุทกภัย ดินถล่ม อย่างไรก็ตาม กรณีมีข่าวทางโซเชียลว่าเขื่อนบางลาง จังหวัดปัตตานี จะมีการปล่อยน้ำในเขื่อนนั้น จากการตรวจสอบพบว่า เขื่อนบางลางยังมีศักยภาพรับน้ำได้อีกจำนวนมาก ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดระบายน้ำในระยะนี้ จึงขอให้ประชาชนชนอย่าตื่นตระหนกจนเกิดเหตุ” นายศุภณัฐกล่าว

นายศุภณัฐเพิ่มเติมอีกว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอแว้ง ตากใบ และสุไหงโกลก เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีข่าวจากประเทศมาเลเซียที่ระบุว่า เขื่อนญือลี ในรัฐกลันตัน ได้ทำการเปิดเขื่อนเพื่อระบายน้ำที่ฝังมาเลเซีย ซึ่งจะส่งผลกระทบกับพื้นที่อำเภอดังกล่าว

“หากมาเลเซียเปิดเขื่อนในบริเวณทางชายแดนไทย คือ อ.แว้ง ตากใบ และสุไหงโกลก จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเส้นทางแม่น้ำสุไหงโกลก สืบเนื่องจากมาเลเซียอยู่ตอนบน เมื่อเปิดเขื่อนน้ำจะไหลลงที่ราบลุ่ม ซึ่งพื้นที่ 3 อำเภอดังกล่าว จะได้รับผลกระทบ ดังนั้นขอให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์ และรับฟังข่าวสารทุกระยะ หากมีความจำเป็น และมีน้ำท่วมสูงฉับพลัน สามารถขอความช่วยเหลือกับฝ่ายปกครองและทหารในพื้นที่ได้ทันที” นายศุภณัฐ กล่าวเพิ่มเติม

ส่วนในประเทศมาเลเซีย เกิดเหตุน้ำท่วมหนักเช่นเดียวกัน สำนักข่าวเบอร์นามารายงานว่า มีประชาชนจำนวน 5,245 ราย ได้พากันอพยพออกจากรัฐกลันตันแล้ว ภายในช่วงเย็นของวันอังคารนี้

ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียได้ออกคำเตือนว่า เนื่องจากเป็นฤดูมรสุมที่มาล่า อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายอำเภอ ในรัฐทางฝั่งตะวันออกของมาเลเซียทั้งห้ารัฐ คือ รัฐกลันตัน ตรังกานู ปะหัง ซาบาห์ และซาราวัก จนถึงเดือนมีนาคม

นายศุภณัฐระบุว่า ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ในเบื้องต้น ศอ.บต.ได้ทำการแจกจ่ายอาหารฮาลาลสำเร็จรูป และถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว

ด้านนายอุรณ ศรีใส นายอำเภอระแงะ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอระแงะว่า ปัจจุบัน มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 5 พันคน และมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 1 ราย

“โรงเรียนน้ำท่วมขังรวม 3 แห่ง คือโรงเรียนบ้านแกแม โรงเรียนบ้านกอแนะเหนือ โรงเรียนวัดร่อน ซึ่งมีระดับน้ำสูงเกือบ 1 เมตร และยังมีปริมาณน้ำที่เอ่อล้นคลองตันหยงมัสขึ้นมาอย่างต่อ เนื่องจากน้ำป่าไหลหลาก และยังมีมวลน้ำลงจากพื้นที่ อ.จะแนะ ไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำฝนจำนวนมาก จนล้นตลิ่ง เข้าท่วมในพื้นที่ อ.ระแงะ ทำให้ถนนสายตันหยงมัส–ป่าไผ่ ระดับน้ำท่วมถนนระยะทาง 150 เมตร ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 30 ซม. ซึ่งมีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 7 ตำบล 35 หมู่บ้าน จำนวน 1,683 ครัวเรือน 5,049 คน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ ด.ญ.ซาลียา ยะโก๊ะ อายุ 10 ปี โดยจมน้ำเสียชีวิตหลังจากออกไปเล่นน้ำ” นายอรุณ กล่าว

ปัจจุบัน จังหวัดนราธิวาส ถูกน้ำท่วม 11 อำเภอ จาก 13 อำเภอ คือ สุคิริน ระแงะ จะแนะ สุไหงปาดี แว้ง รือเสาะ ศรีสาคร สุไหงโกลก เมืองนราธิวาส ยี่งอ และเจาะไอร้อง 209 หมู่บ้าน 52 ตำบล ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 11,727 ครัวเรือน 47,282 คน ถนนสายหลัก และสายรองถูกน้ำท่วม 67 สาย สะพานและคอสะพานถูกน้ำกัดเซาะเสียหาย 7 แห่ง ดินภูเขาถล่มขวางถนน 2 แห่ง โรงเรียน 2 แห่ง บ่อเลี้ยงปลา 8 บ่อ พื้นที่เกษตรกรรม 275 ไร่ ได้รับความเสียหาย

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง

ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ