Follow us

พลเอกประยุทธ์ มีกำหนดพบโดนัลด์ ทรัมป์ที่ทำเนียบขาวสัปดาห์หน้า

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2017-09-26
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในขณะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในขณะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560
เบนาร์นิวส์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ในวันอังคาร (26 กันยายน 2560) นี้ ตนและคณะจะเดินทางเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา จะเข้าพบนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือด้านการค้า และข้อราชการในวันที่ 3 ตุลาคม ตามเวลาในกรุงวอชิงตัน ดีซี

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเลือกข้างฝ่ายใดในขณะที่สหรัฐฯ มีความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือและประเทศจีนอยู่บ่อยครั้ง

“การเยือนอเมริกาไม่ได้เลือกข้าง อย่ามองเป็นเรื่องเลือกข้าง เพราะผมพร้อมพบทุกฝ่าย ยังยึดตามมติคณะความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต่อเรื่องความขัดแย้งในภูมิภาค” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงข่าวเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2560 และจะเดินทางเยือนในระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม 2560

ในการเดินทางครั้งนี้ จะมีรัฐมนตรีหลายคนร่วมเดินทางประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นต้น

“โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติภารกิจสำคัญ ประกอบด้วย การพบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทย การหารือข้อราชการกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา การประชุมเต็มคณะ และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งคณะนักธุรกิจจากหอการค้าสหรัฐอเมริกา และสภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ” พล.ท.วีรชนกล่าว

พล.ท.วีรชนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2376 จากที่ทั้งสองฝ่ายมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊คสัน และได้มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน

“ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงและการทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาธารณสุข ภาคเอกชนและประชาชน รวมทั้งความสัมพันธ์ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งสหประชาชาติ เอเปค และอาเซียน เป็นต้น ซึ่งในปี 2561 ทั้งสองประเทศจะได้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี ของการติดต่อสัมพันธ์ในระดับประชาชนระหว่างไทย-สหรัฐฯ ด้วย” พล.ท.วีรชนกล่าวเพิ่มเติม

การเปิดเผยของ พล.ท.วีรชน สอดคล้องกับแถลงการณ์ของทำเนียบขาว ที่ระบุผ่านเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

“ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ จะให้การต้อนรับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประเทศไทย ณ ทำเนียบขาว ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560 โดย ประธานาธิบดีทรัมป์หวังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นประเทศหุ้นส่วนที่สำคัญและพันธมิตรหลักในทวีปเอเชียมาอย่างยาวนาน ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจะหารือกันถึงแนวทางการเสริมสร้างและขยายความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี ตลอดจนยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” แถลงการณ์ระบุ

หลังการทำรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 22 พฤษภาคม 2557 ความสัมพันธ์ของไทยและสหรัฐ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ตกต่ำลง อย่างมาก โดยทันทีหลังเกิดการรัฐประหารทางการสหรัฐอเมริกาตัดสินใจระงับเงินช่วยเหลือด้านการทหารแก่ไทยในเบื้องต้น 3.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 112 ล้านบาท และทบทวนความช่วยเหลือระดับทวิภาคีต่อไทย มูลค่า 7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 224 ล้านบาท และความช่วยเหลือจากโครงการระดับสากลและระดับภูมิภาคเป็นลำดับต่อไป

จนเมื่อถึงวันที่ 27 มกราคม 2558 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เชิญนายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวลใจเรื่องการแทรกแซงของสหรัฐฯ ต่อการเมืองภายในของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสหรัฐอเมริกาเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองได้ฟื้นคืนตามลำดับ โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มีการเพิ่มมาตรการกดดันประเทศเกาหลีเหนือ โดยตัดการลงทุนทางการค้าและลงทุนกับเกาหลีเหนือ และประเด็นการยิงขีปนาวุธ รวมทั้งได้ติดตามเรื่องกำหนดการเยือนสหรัฐฯ ของพลเอกประยุทธ์ด้วย

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ