ยืนหยุดขัง 112 : ถ้าคนในเรือนจำสู้ คนข้างนอกก็จะสู้ แม้เหลือคนเดียว

ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ และคุณวุฒิ บุญฤกษ์
2021.04.21
กรุงเทพฯ และเชียงใหม่
Share on WhatsApp
Share on WhatsApp
ยืนหยุดขัง 112 : ถ้าคนในเรือนจำสู้ คนข้างนอกก็จะสู้ แม้เหลือคนเดียว นักศึกษาทำกิจกรรมยืนหยุดขัง 112 ที่หน้า ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ขณะที่ตำรวจมาแจ้งให้หยุดทำกิจกรรม วันที่ 19 เมษายน 2564
ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์/เบนาร์นิวส์

หลังจากที่นักกิจกรรมหลายคน ซึ่งถูกตั้งข้อหา ม.112 จากการชุมนุมในนาม กลุ่มราษฎร และถูกควบคุมตัวในเรือนจำ โดยไม่ได้สิทธิในการประกันตัว ทำให้เกิดกิจกรรมยืนหยุดขัง 112 โดยพ่อแม่ญาติและเพื่อน ๆ รวมทั้งนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว จนถึงปัจจุบัน เพื่อเรียกร้องให้ศาลอนุญาตปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง ให้สามารถออกมาหาหลักฐานต่อสู้คดีได้ ด้านนักวิชาการชี้ว่า รัฐกำลังลิดรอนสิทธิประกันตัว ที่เป็นสิทธิพลเมืองไทยขั้นพื้นฐาน

นักกิจกรรมใน กรุงเทพฯ, นนทบุรี, นครปฐม, เชียงใหม่, ลำปาง, ขอนแก่น และ อุบลราชธานี ใช้เวลาช่วงประมาณ 17.00 น. ของทุกวัน ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที เพื่อประท้วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยกิจกรรมนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในวันที่ 22 มีนาคม 2564 โดยกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่หน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ก่อนขยายตัวไปสู่สถานที่อื่นและจังหวัดอื่น โดยในครั้งแรกใช้เวลาทำกิจกรรมนี้ 112 นาที ก่อนปรับลดในภายหลัง

ในทุกวันเสาร์ กลุ่ม “ราษมัม” ซึ่งเป็นการรวมตัวของมารดาและญาติของผู้ถูกคุมขัง เข้ามาร่วมกิจกรรมยืนหยุดขัง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนในครอบครัวเช่นกัน

“หวังว่าอย่างน้อย ๆ พ่อควรได้รับสิทธิการประกันตัวออกมาสู้คดีข้างนอก เพราะว่าเท่าที่ดูมันเหมือนเราจะหาหลักฐานพยานมาเพื่อต่อสู้คล้ายกับว่า ทำจากในคุกไม่น่าจะได้” น.ส.ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข บุตรสาวของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในผู้ถูกคุมขัง กล่าวแก่เบนาร์นิวส์

ส่วนนักศึกษาและประชาชนที่มาเข้าร่วม เพราะต้องการให้กำลังใจเพื่อนที่ยังถูกควบคุมตัว

“เพื่อน ๆ ข้างในไม่ต้องห่วงข้างนอก ถ้าข้างในสู้ ข้างนอกก็ยังสู้ ต่อให้ข้างนอกจะเหลือแค่คนเดียว ก็ยังสู้เหมือนเดิม อยากฝากถึงคนที่อยู่เหนือกฎหมายหรือควบคุมกฎหมายอยู่ว่า ถ้าจะเล่นเกมก็ขอให้เล่นตามเกม อย่าเล่นนอกเกม แล้วใช้กฎหมายที่ตัวเองคุมอยู่มากดขี่ ปิดปากผู้ที่ออกมาพูดความจริง มาแลกกันด้วยความจริงดีกว่า” นายนวพล ต้นงาม นักกิจกรรมจากหมู่บ้านทะลุฟ้า กล่าวแก่เบนาร์นิวส์

ที่เชียงใหม่ น.ส.อรุษา ปัญญากดแก้ว และประชาชนคนอื่น เข้าร่วมกิจกรรมยืนหยุดขังที่ลานหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพื่อสร้างการรับรู้ต่อสังคมวงกว้างว่ามีนักเรียน นักกิจกรรม กำลังถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานโดยการไม่ให้ประกันตัว

“แม้จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเห็นว่า กิจกรรมนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงอย่างทันที แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำ และเชื่อว่า มีกิจกรรมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เราคาดหวังให้ผู้คนมีความรับรู้ และใส่ใจกับปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ทุกวันที่เราไป เราเห็นคนที่จอดถ่ายรูป เพราะสนใจ บางคนชูสามนิ้วให้กำลังใจ หรือแม้แต่คนที่ขับรถผ่านไปเลย ไม่สนใจ ทั้งหมดนี้ เราหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ถึงจะใช้ระยะเวลานานก็ตาม” น.ส.อรุษา กล่าวแก่เบนาร์นิวส์

ขณะเดียวกัน หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กิจกรรมยืนหยุดขัง 112 ก็ถูกจัดขึ้นเช่นกัน แม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแจ้งให้ยุติกิจกรรม แต่นักศึกษาก็ยังยืนยันที่จะดำเนินกิจกรรมต่อไป

“ตอนนี้ผู้ใหญ่ที่ไม่ดีในสังคมใช้กฎหมายกลั่นแกล้งเพื่อนที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งไม่ควรมีใครถูกกระทำแบบนี้ เลยออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้เพื่อน เราเป็นแค่กลุ่มนักศึกษา แต่ถ้ามันทำให้เพื่อนเราที่โดนขังอยู่มีกำลังใจขึ้นมา เราก็พร้อมจะทำ และต้องการเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ของเยาวชนที่โดนจับไป เพราะเขาต้องทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ลูก ๆ ของตัวเองโดนกระทำ” นักศึกษาหญิงรายหนึ่ง (สงวนชื่อและนามสกุล) กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ 

ที่จังหวัดขอนแก่น นายสมานฉันท์ พุทธจักร หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมที่หน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า เขาร่วมยืนหยุดขัง เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ และมันคือกิจกรรมสันติวิธี

“ไผ่ (หนึ่งในผู้ถูกคุมขัง) เป็นเพื่อนผม ไม่มีทางอื่นที่จะช่วยได้มากกว่านี้ เราไม่ถนัดปราศรัย กิจกรรมนี้ถือเป็นสันติวิธี คิดว่าเรื่องคนติดคุกเงียบกว่าปกติ อยากให้สังคมช่วยกระจายข่าว และตำรวจควรให้ความเห็นกับศาลว่าควรให้ประกันจำเลย เพราะเขาไม่มีพฤติกรรมหลบหนี ศาลเองก็ควรมีสามัญสำนึกว่า เขายังไม่เป็นผู้กระทำผิดควรได้ออกมาปรึกษาทนาย... และในอนาคตก็อยากให้ยกเลิก ม.112” นายสมานฉันท์ กล่าว

นอกจากการยืนหยุดขังจะเป็นกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยคดีการเมืองแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งกลุ่มราษฎรมองว่า เป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล และมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมือง

“ม.112 ปัจจุบัน ถูกใช้แบบกวาดไปหมด รัฐก็กลับมาใช้ ม.112 เพราะคิดว่าเป็นยาแรง จะทำให้การเคลื่อนไหวเบาลง แต่ในความเป็นจริงปฏิกริยาตอบโต้กลับหนักขึ้นอย่างที่เห็นบนอินเทอร์เน็ต ถ้าตีความกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา การฟ้องในหลายกรณีที่ผ่านมา ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท เพราะการหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ร้ายทำให้คนบุคคลที่ 3 ได้ยินแล้วรู้สึกไม่ดี รู้สึกเกลียดชังผู้ที่ถูกหมิ่น” ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวแก่เบนาร์นิวส์

การชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎร” เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2563 ที่กรุงเทพฯ ก่อนเกิดการชุมนุมในลักษณะนี้หลายครั้งในหลายจังหวัด โดยมี 3 ข้อเรียกร้องหลัก ประกอบด้วย 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง 2. แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3. ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมาการชุมนุมดังกล่าว นำมาซึ่งการถูกดำเนินคดีของนักกิจกรรม โดยเฉพาะแกนนำปราศรัย

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 นักกิจกรรมกลุ่มราษฎร 4 คนประกอบด้วย นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายอานนท์ นำภา, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำหลังจากพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ในคดีการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2563 และต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม 2564 จำเลยในคดีเดียวกันอีก 3 คน คือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และนายภานุพงษ์ จาดนอก ถูกส่งฟ้องและไม่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนี สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ นายพริษฐ์ และน.ส.ปนัสยา เลือกอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม้ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะยื่นคำร้องขอประกันตัวให้แก่จำเลยทั้งหมด แต่ศาลได้ปฏิเสธคำร้องดังกล่าวโดยตลอดด้วยเหตุผลว่า “ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนคำวินิจฉัย” กระทั่ง 9 เมษายน 2564 ศาลให้นายปติวัฒน์ได้ประกันตัว หลังจากเจ้าตัวยอมรับเงื่อนไขว่า จะไม่ร่วมชุมนุมทางการเมืองและพูดพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อีก

รัฐกำลังลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน การประกันตัวถือเป็นสิทธิของพลเมืองไทย

“ศาลไม่ควรอ้างว่า ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนคำวินิจฉัย เพราะเหมือนเป็นการมีธงสำหรับคดี ม.112 หลักสากลเหตุผลที่จะไม่ให้ประกันต้องเกี่ยวข้องกับการไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือหลบหนี ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีพฤติกรรม และมารายงานตัวทุกครั้ง การไม่ให้ประกันตัวเท่ากับได้สรุปล่วงหน้าแล้วว่า เขาทำผิดตามนั้นจริง ทั้งที่ยังไม่ตัดสิน” นายสุณัย ผาสุข ฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวแก่เบนาร์นิวส์

ด้าน ศ.ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า สิ่งที่น่ากลัวในห้วงเวลานี้คือ การที่รัฐทำให้ผู้คนละเลยหรือลืมในการคิดถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการประกันตัว ซึ่งมันทำให้คนส่วนใหญ่สยบยอมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่ารัฐใช้อำนาจอย่างชอบธรรมในท้ายที่สุด

“การประกันตัวถือเป็นสิทธิของพลเมืองไทย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐประชาธิปไตย หากไม่มีสิทธิในการออกมาต่อสู้คดี ก็นับว่ารัฐกำลังลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ ซึ่งสังคมควรร่วมกันกดดัน และส่งเสียงเพื่อสนับสนุนสิทธิการประกันตัวให้กับเพื่อน ๆ ของเรา” ศ.ดร. อรรถจักร กล่าว

ถึงปัจจุบัน มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วทั้งสิ้นอย่างน้อย 87 ราย ใน 80 คดี และมีผู้ที่ถูกควบคุมตัวจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างน้อย 20 ราย ตามการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

“เมื่อวาน (20 เมษายน 2564) ตอนหกโมงเย็น ผมกับเพื่อนยืนเฉย ๆ ในห้องขังเป็นเพื่อนพี่น้องข้างนอก ยอมรับว่าขาตึงเลยครับ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ยืนยันจะทำทุกวัน อย่างน้อยก็เพื่อสำนึกในน้ำใจของเพื่อนข้างนอกและเปลี่ยนตัวเองในเรือนจำว่า เราไม่ได้สู้เพียงลำพัง” เฟซบุ๊กของนายอานนท์ เผยแพร่ข้อความหนึ่งในวันพุธนี้

รัฐบาล : ไม่เคยปิดกั้นเสรีภาพ

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การกลั่นแกล้ง หรือเลือกปฏิบัติ แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย

“ในการดำเนินการกับผู้ชุมนุมบางรายเป็นการดำเนินไปตามกฎหมาย และตามพฤติการณ์ของผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ ผู้ที่ถูกกล่าวหาที่ละเมิดกฎหมายสามารถต่อสู้คดีได้ปกติ รัฐบาลสนับสนุนการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ไม่เหยียดหยามผู้อื่น ไม่สร้างความเกลียดชัง หรือกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย ถ้าผู้ชุมนุมกระทำผิด” นายอนุชา กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ ผ่านโทรศัพท์

โดยที่วานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวแก่สื่อมวลชนว่า “เรื่องการที่คุณเพนกวินปฏิเสธกระบวนการชั้นศาล ผมก็ไปก้าวล่วงไม่ได้นะครับ เป็นเรื่องของอำนาจศาล มีเหตุมีผลและเป็นไปตามกฎหมาย… ขอให้ต้องแยกแยะออกจากกันว่า อะไรมันผิด อะไรมันถูก เพราะฉะนั้นการอดข้าวจะมีผลต่อกระบวนการยุติธรรม ก็คงไม่ใช่ มันเป็นเรื่องกระบวนการของศาลนะครับ”

นนทรัฐ ไผ่เจริญ ในกรุงเทพฯ ร่วมรายงาน

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง