Follow us

ดีเอสไอระบุ บิลลี่ถูกฆ่าหลังพบเศษกะโหลกในถังน้ำมัน

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพ
2019-09-03
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
นางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ที่บ้านพักในจังหวัดเพชรบุรี  วันที่ 31 มีนาคม 2560
นางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ที่บ้านพักในจังหวัดเพชรบุรี วันที่ 31 มีนาคม 2560
นนทรัฐ ไผ่เจริญ/เบนาร์นิวส์

ในวันอังคารนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงข่าวยืนยันว่า นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำต่อสู้สิทธิทำกิน ชาวกะเหรี่ยง เสียชีวิตแล้วด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนกะโหลกที่มีผลพิสูจน์ดีเอ็นเอตรงกับมาดาของบิลลี่

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ ได้แถลงข่าวที่สำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยได้เปิดเผยข้อมูล ว่า พบเศษกะโหลกและชิ้นส่วนกระดูก ในซากถังน้ำมัน และบริเวณใกล้สะพานแขวนเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  อำเภอแก่งกระจาน  จังหวัดเพชรบุรี  ที่บางส่วนพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เรียบร้อยแล้วว่าเป็นของนายพอละจี รักจงเจริญ ที่ภรรยาผู้ตายเชื่อว่าถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานลักพาตัว และหายสาบสูญไป ในปี 2557

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า มีพยานบุคคลอ้างว่าพบนายพอละจี ที่บ้านหนองมะเรว จากนั้น ไม่มีผู้ใดพบนายพอละจีอีก ดีเอสไอจึงตรวจสอบพยานหลักฐาน จนทราบจุดพิกัดที่เชื่อว่า คนร้ายน่าจะนำสิ่งของหรือวัตถุต้องสงสัยไปทิ้ง เพราะนายพอละจีหายตัวไปพร้อมรถจักรยานยนต์ จากการตรวจสอบด้วยคลื่นโซนาร์ พบวัตถุต้องสงสัย 3-4 จุด จึงนำนักประดาน้ำลงตรวจสอบพื้นที่

“จากการตรวจ พบว่า วัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะของมนุษย์ มีรอยแตก มีการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนหรือถูกเผาด้วยความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200-300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของบิลลี่ เป็นไมโตรคอนเดียดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกเท่านั้น จึงยืนยันได้ว่า กะโหลกศีรษะที่พบเป็นของบิลลี่ และบิลลี่เสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรม" พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าว

"มนุษย์กบ พบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร  1 ถัง มีการเจาะรู มีลักษณะผุดำ  ไหม้เป็นบางส่วน และยังพบเหล็กเส้น 2 เส้น ถ่านไม้  4 ชิ้น เศษฝาถังน้ำมัน ในถังน้ำมันมีชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น บริเวณใกล้ถังน้ำมันยังพบเศษกระดูกคล้ายกระดูกมนุษย์ จึงได้รวบรวมส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์” พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าว เพิ่มเติม

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ ระบุว่า หลังจากรับทำคดีแล้ว ได้มีการขยายผล โดยเจ้าหน้าที่ ได้ดำน้ำในบริเวณอ่างเก็บน้ำ ในวันที่ 26 เมษา 62 และ 22-24 พฤษภา 62 ซึ่งในวันนั้น ได้กระดูกมาหนึ่งชิ้น เจ้าหน้าที่จึงได้ดำน้ำอีกครั้ง เมื่อวันที่ 28-30 สิงหาคม 2562 พบกระดูกมนุษย์อีกบางส่วน  ปัจจุบัน กำลังรอการตรวจพิสูจน์ และเจ้าหน้าที่มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยแล้ว แต่ยังไม่ขอระบุรายละเอียด

ในวันนี้ นางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจี กล่าวว่า จะให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ที่บ้านพักในจังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 4 กันยายน 2562 นี้

อย่างไรก็ดี นางพิณนภา เคยกล่าวแก่เบนาร์นิวส์ เมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นเวลาที่ดีเอสไอ เริ่มกลับมาทำคดีของนายพอละจีอีกครั้งว่า เตรียมใจเกี่ยวกับการสูญเสียไว้บ้างแล้ว

“หนูทำใจตั้งแต่พี่บิลลี่บอกว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งเขาเดินทางระหว่างบ้านเดิมมาโป่งลึก-บางกลอยแล้วเขาหายไป ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องตามหาเขา ให้รู้ว่าเขาถูกฆ่าตายแล้ว โดยหัวหน้าอุทยาน เขาพูดชื่อเลยนะ ที่เขาพูดกับหนู” นางพิณนภากล่าว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560

ต่อคำแถลงของดีเอสไอ นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า แอมเนสตี้ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของนายพอละจี ต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และแอมเนสตี้จะยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวจนกว่าทางการไทยจะสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ด้านนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  กล่าวชื่นชมความตั้งใจและการทำงานของดีเอสไอ แต่ยังเกรงว่าผู้ต้องสงสัยอาจจะชิงหลบไปเสียก่อน

“แต่สงสัยว่าพบหลักฐานหลายเดือนแล้วเหตุใดจึงมาแถลงตอนนี้ และยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้ต้องสงสัยว่าอาจมีส่วนร่วมรู้เห็น สั่งการ การฆาตกรรมบิลลี่  ผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลอาจหาทางหนี และหลบหนีการถูกตั้งข้อหาหนักไปแล้วก็ได้ หวังว่าระดับดีเอสไอเขาคงเตรียมความพร้อมไว้แล้ว” นางสาวพรเพ็ญ กล่าวแก่เบนาร์นิวส์

การหายตัวไปของบิลลี่ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อปี 2554 ที่ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานซึ่งกำกับดูแลอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (ตำแหน่งในขณะนั้น) ในข้อหาเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือน และทรัพย์สินของชาวบ้านชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง บริเวณตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น สร้างความเสียหายให้กับชาวกะเหรี่ยง 20 ครอบครัว กว่า 100 หลังคาเรือน

นายโคอิ หรือปู่คออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน เป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555 เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และขอสิทธิกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่ชาวกะเหรี่ยงเคยตั้งรกรากอาศัยริมลำห้วย เหนือแม่น้ำบ้านบางกลอยบน มาแต่ครั้งบรรพบุรุษเป็นเวลากว่าร้อยปี

บิลลี่ ซึ่งรับเป็นพยานในคดีดังกล่าว หายตัวไปหลังจากที่ออกไปเก็บน้ำผึ้งเพื่อนำไปฝากคนรู้จัก เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล เพื่อให้การต่อชั้นศาลในวันนัดสืบพยาน  ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2557

ทั้งนี้ หลังการหายตัวไปของนายพอละจี นางพิณนภา ได้ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ว่า มีส่วนเกียวข้องกับการหายตัวไปของสามี อย่างไรก็ตาม ศาลจังหวัดเพชรบุรี ได้พิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557  เนื่องจากศาลเห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า นายชัยวัฒน์ ยังควบคุมตัวนายพอละจีไว้ ในขณะนั้น

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช ร่วมรายงานข่าวนี้

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ