Follow us

ไทยชี้ประเทศลุ่มน้ำโขงต้องศึกษาร่วมกับจีน ถึงสาเหตุแท้จริงของความแห้งแล้ง

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2020-04-17
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แห้งจนสามารถเดินไปกลางแม่น้ำได้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563
แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แห้งจนสามารถเดินไปกลางแม่น้ำได้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563
นนทรัฐ ไผ่เจริญ/เบนาร์นิวส์

หลังจากที่สถาบันวิจัยในสหรัฐอเมริกา พบหลักฐานทางดาวเทียมว่า การกักน้ำมากเกินไปของเขื่อนในจีน คือสาเหตุหลักที่ทำให้ความแห้งแล้งในแม่น้ำโขงตอนล่างทวีความรุนแรง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ระบุว่า ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงจำเป็นต้องศึกษาร่วมกัน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของความแห้งแล้ง ก่อนจะสรุปเช่นนั้น ขณะที่นักวิชาการชี้ เขื่อนจีนคือต้นเหตุของความแล้ง

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) เปิดเผยแก่เบนาร์นิวส์ ถึงงานวิจัยของบริษัท อายส์ ออน เอิร์ธ อิงค์ ที่ระบุว่า เขื่อนแม่น้ำโขงในจีนทำให้ความแล้งในแม่น้ำโขงตอนล่างทวีความรุนแรง โดยระบุว่า ความแล้งในแม่น้ำโขงมาจากหลายสาเหตุ ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของความแล้งดังกล่าว

“ตอนนี้ เราไม่สามารถระบุได้ว่า ความแห้งแล้งเกิดจากอะไร เราต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และศึกษาร่วมกันกับประเทศจีน และประเทศแม่น้ำโขงตอนล่างก่อน" นายสมเกียรติ ระบุ "เบื้องต้น ความแล้งมาจากสองสาเหตุหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จีนเองก็บอกฝนตกน้อย แล้วก็มีการทดลองการเดินเครื่องปั่นไฟของเขื่อนในลาว แต่สาเหตุหลักยังไม่ชัดเจน คงต้องศึกษาร่วมกัน เราจะมีโครงการศึกษาสาเหตุภัยแล้งในแม่น้ำโขงร่วมกัน”

“ปัจจุบัน จีนปล่อยน้ำประมาณ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ซึ่งมันมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยในการประชุมกับจีน เราก็เร่งรัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลมากขึ้น ส่วนการประชุมระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำโขงร่วมกัน จะยังไม่มีการกำหนดเพราะภัยโควิด แต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราได้คุยกันไปแล้วในประเทศสมาชิกเอ็มอาร์ซี(คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง) และเราก็จะได้มีการคุยกันระหว่างไทยกับลาว แต่ทั้งนี้ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าภัยแล้งเกิดจากอะไร” นายสมเกียรติ กล่าว

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) องค์การร่วมมือระหว่างรัฐบาล เพื่อประสานจัดการ และพัฒนาแหล่งน้ำและทรัพยากรอื่นของประเทศสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง คือ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม กล่าวว่า การกักเก็บน้ำของจีนยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จะทำให้เกิดความแห้งแล้ง

ทางคณะกรรมาธิการฯ กล่าวแก่ สำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ได้ขอข้อมูลจากจีนมากขึ้น และขอให้มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการมากขึ้น

“จีน ในฐานะที่เป็นคู่สนทนากับคณะกรรมธิการฯ ได้ให้ข้อมูลระดับน้ำและปริมาณน้ำฝน จากเพียงสองสถานี ในพื้นที่แม่โขงตอนบนเท่านั้น พยายามขอข้อมูลของช่วงหน้าแล้งจากจีน แต่ยังไม่มีการตกลงกัน”

ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เขื่อนจินฮง ในประเทศจีน ได้ทดสอบระบบ และลดปริมาณการปล่อยน้ำจาก 1,200-1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือเพียง 500-800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามการเปิดเผยของกรมทรัพยากรน้ำของไทย ซึ่งทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงช่วงประเทศไทย-ลาว เข้าสู่ภาวะวิกฤต

จึงทำให้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 รัฐบาลไทยเปิดเผยว่า นายดอน ปรมัตวินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน เพื่อพูดคุยกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ขอให้จีนปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนมาเพิ่ม เพื่อลดความแห้งแล้งในแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งจีนระบุว่า จะปล่อยน้ำมาเพิ่ม 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้จากปกติที่ปล่อยน้ำอยู่แล้ว 850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม ฝ่ายประชาชนริ่มแม่น้ำโขง และเอ็นจีโอ มองว่า การปล่อยน้ำเพิ่มของจีนดังกล่าว ไม่ได้แก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 นายอลัน บาสิสท์ ประธานบริษัท อายส์ ออน เอิร์ธ อิงค์ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนสร้างเขื่อน 11 แห่ง บนแม่น้ำโขงตอนบน และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมายถึงผลเสียที่จะเกิดกับประเทศท้ายน้ำ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนของจีน กลับไม่ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร

“พวกเขา (จีน) ไม่ได้ก่อให้เกิดความแห้งแล้งโดยตรง แต่พวกเขาทำให้มันรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก… น้ำโขงที่ไหลผ่านระหว่างลาวและไทยนั้น มีระดับน้ำโขงต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 3 เมตร หรือมากกว่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีน ไม่ได้ปล่อยน้ำจำนวนมากให้ลงมาตั้งแต่ในช่วงฤดูฝนแล้ว และยิ่งปล่อยน้ำน้อยลงในช่วงต่อมา ทำให้ความแห้งแล้งของแม่น้ำโขงในประเทศท้ายน้ำรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก” นายอลัน กล่าว

ทั้งนี้ อายส์ ออน เอิร์ธ ซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมในช่วง 28 ปี เพื่อคำนวณหาว่า จีนกักน้ำไว้ในเขื่อนทั้งหลายเท่าไรกันแน่ โดยข้อมูลบอกว่าเขื่อนจีนทั้ง 11 นี้กักน้ำจำนวนมหาศาล มีความจุน้ำรวมกันถึง 47,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร

แม่น้ำนานาชาติ : หนึ่งสายน้ำ กับหกประเทศ

แม่น้ำโขงมีความยาว 4,350 กิโลเมตรจากประเทศจีนสู่ประเทศเวียดนาม ถือเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดอันดับ 12 ของโลก ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำในลุ่มน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 496.875 ล้านไร่ และเป็นที่อาศัยของพันธุ์ปลาอย่างน้อย 1,100 ชนิด ปัจจุบัน มีเขื่อนที่ถูกสร้างบนแม่น้ำโขงในประเทศจีน 10 แห่ง รวมกำลังผลิต 19,990 เมกกะวัตต์ ในลาว 2 แห่ง รวมกำลังผลิต 1,545 เมกกะวัตต์

นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า งานวิจัยของอายส์ ออน เอิร์ธ มีหลักฐานที่ชัดเจน

“งานวิจัยนี้ มีความชัดเจนในแง่ของระเบียบวิธีวิจัย หลักฐานที่นำมาใช้ เห็นอย่างชัดเจนว่าความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่จีนกักเก็บน้ำไว้ และทำให้เกิดความแห้งแล้งในวงกว้าง ซึ่งจีนทำแบบนี้ไม่ถูกอยู่แล้ว เพราะแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติ เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของคน 60 ล้านคน เป็นแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดสายหนึ่งของโลก งานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ปี 2562 จีนมีปริมาณน้ำฝน และการละลายของหิมะสูง แต่น้ำถูกกักไว้ แต่จีนยังอ้างในต้นปี 2563 ว่า ข้างบนจีนก็แล้ง แต่ยังปล่อยน้ำมาช่วย” นายไชยณรงค์ กล่าว

“ชัดเจนว่า จีนเป็นสาเหตุหลักของความแล้ง แต่จีนก็ทวงบุญคุณ เรื่องที่เขาปล่อยน้ำลงมาเพิ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกนัก การปล่อยน้ำของจีนเป็นเรื่องทางการเมืองล้วน ๆ และก็ไม่ได้ปล่อยมามากพอที่จะรักษาผลกระทบทางธรรมชาติ เพราะตอนนี้น้ำก็ยังแห้ง ตอนนี้มันแย่กว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา แย่กว่าก่อนมีเขื่อนในจีน"

"ขณะที่ ตัวแทนไทยที่ไปเจรจากับจีน ก็มีข้อมูลไม่เพียงพอ ไปขอร้องขอวิงวอน ทำให้จีนทำเหมือนว่ามีบุญคุณ ดังนั้น คนที่ไปคุยควรมีข้อมูลให้พร้อม จะเป็นการฟังจากชาวบ้าน หรือจากเอ็นจีโอก็ได้” นายไชยณรงค์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า ปัจจุบัน แม่น้ำโขงมีความผิดปกติ สิ่งที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงขาดคือ ความร่วมมือเพื่อทำให้แม่น้ำโขงตอบสนองความต้องการของประชาชนริมน้ำ

“ข้อค้นพบของรายงาน ที่ว่าเขื่อนจีนกักเก็บน้ำไว้มากเกินไป ประชาชนริมโขง ประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองมาตลอด 20 ปีอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญของมันก็คือ น้ำผิดธรรมชาติ ผันผวน ขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้น น้ำท่วมในหน้าแล้ง น้ำแล้งในหน้าฝน แล้งมากกว่าธรรมชาติ กลับเพิ่มขึ้นในช่วงที่จะแล้ง... สิ่งที่ขาดตอนนี้ไม่ใช่ข้อมูลเชิงเทคนิค แต่เป็นความอยากร่วมมือในทางการเมืองของแม่น้ำโขงว่า จะจัดการแม่น้ำโขงยังไงให้ตอบสนองประชาชนริมโขง” น.ส.เพียรพร กล่าว

“ไม่มีความพยายามทางการเมืองของรัฐที่จะมองอนาคตไปข้างหน้าร่วมกัน มันเป็นการแย่งชิงทรัพยากร ระหว่างประเทศมหาอำนาจ กับประเทศท้ายน้ำ โดยที่เอาทรัพยากรใหญ่มาเป็นเดิมพัน ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ยิ่งสถานการณ์โควิด มันคือ สิ่งที่ไม่ต้องซื้อ แต่ทำให้คนดำรงชีวิตอยู่ได้” น.ส.เพียรพร กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายจีระศักดิ์ อินทะยศ กลุ่มรักษ์เชียงของ จังหวัดเชียงราย กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า ปัจจุบัน ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเขตจังหวัดเชียงราย แม้จะไม่ได้เข้าขั้นวิกฤต แต่ระบบนิเวศน์ของแม่น้ำมีความผิดปกติ

“ปัจจุบัน สภาพน้ำในแม่น้ำโขงใส ไร้ตะกอน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ เรื่องการหาปู หาปลา สาหร่ายก็หาไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อปลากินพืชไปด้วย ตอนนี้ อีสานยังพอจับปลากันได้ แต่ทางเหนือเงียบเลย หาปลาไม่ได้เลย ระดับน้ำก็ขึ้นลงไม่ปกติ คาดการณ์ หรือวางแผนอะไรไม่ได้เลย” นายจีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ภาวะแม่น้ำไร้ตะกอน หรือที่เอ็นจีโอเรียกว่า Hungry River คือภาวะที่น้ำใสผิดปกติ เนื่องจากตะกอนแม่น้ำถูกกักเก็บเอาไว้โดยเขื่อน ส่งผลต่อระบบนิเวศน์ในแม่น้ำ ทำให้ปลาเคลื่อนย้าย วางไข่ผิดฤดู พืชในแม่น้ำเจริญเติบโตผิดปกติ โดยภาวะแม่น้ำโขงไร้ตะกอน เชื่อว่า เกิดจากการที่เขื่อนหลายแห่งในประเทศจีนกักน้ำและตะกอนเอาไว้มากเกินไป

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ