Follow us

แรงงานข้ามชาติ : โควิดก็กลัว งานก็ไม่มี กลับบ้านก็ไม่ได้ รายจ่ายก็ไม่ชดเชย

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2020-04-15
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
ลูกหลานของแรงงานข้ามชาติขณะเล่นกันด้านหน้าที่พัก ในบริเวณโครงการก่อสร้างที่พ่อแม่ของพวกเขาทำงานอยู่ ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง ปทุมธานี วันที่ 12 เมษายน 2563
ลูกหลานของแรงงานข้ามชาติขณะเล่นกันด้านหน้าที่พัก ในบริเวณโครงการก่อสร้างที่พ่อแม่ของพวกเขาทำงานอยู่ ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง ปทุมธานี วันที่ 12 เมษายน 2563
นนทรัฐไผ่เจริญ/เบนาร์นิวส์

แรงงานข้ามชาติในภูมิภาคเอเชีย เป็นกลุ่มที่แบกรับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปิดประเทศ เนื่องจากการแพร่โรคระบาดใหญ่ไวรัสโคโรนา ซึ่งทำให้พวกเขาตกงาน ไม่มีอาหาร หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อจนสูญเสียชีวิต

รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคนี้ที่ส่งออกแรงงาน ดูเหมือนจะแสดงความวิตก เนื่องจากแรงงานจำนวนมากเหล่านี้ ส่วนมากเป็นแรงงานที่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว อาทิ ในอินโดนีเชีย บังกลาเทศ และประเทศส่งออกแรงงานอื่น ๆ

ในระหว่างการประชุมทางไกลของผู้นำในสิบประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าด้วยการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้กล่าวถึงเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด แต่ขณะที่ผู้นำทั้งสิบชาติเห็นชอบกับการสร้างความมั่นคงทางสังคมให้กับประชาชนที่เป็นกลุ่มอ่อนไหวที่สุด กลับไม่มีการกล่าวถึงแรงงานต่างด้าวในแถลงการณ์แต่อย่างใด

แรงงานต่างด้าว นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงาน ต่างกล่าวกันว่า แรงงานต่างชาติจำนวนมากได้รับผลกระทบในวงกว้าง

เป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้วที่ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ระบาดเข้ามาในประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยว คือ โดมิโนแรกที่ถูกผลักให้ล้ม ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาขาดรายได้ เมื่อปริมาณผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น รัฐบาลไทยได้ตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ขึ้น โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ทั้งยังได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งมาตรการตรวจการสัญจรเดินทางของประชาชน การสั่งปิดร้านค้า สถานบันเทิง และห้ามทำกิจกรรมหลายกิจกรรม แน่นอนว่า คำสั่งสามารถลดการเคลื่อนย้ายคนได้จริง โดยมีสภาพการจราจรในกรุงเทพฯ เป็นเครื่องยืนยัน

แต่ขณะเดียวกัน มีคนหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการแก้ปัญหาของรัฐเช่นกัน ซึ่งแม้รัฐเองพยายามที่จะจ่ายเงินเยียวยาผลกระทบดังกล่าว แต่แรงงานต่างด้าว 2,990,777 คน ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยผ่านระบบ MOU และอีกจำนวนหนึ่งที่เข้ามาโดยบัตรผ่านแดนชั่วคราว คือ กลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงการเยียวยาใด ๆ

“ช่วงนี้ โควิดระบาด งานก็ไม่ค่อยจะมีให้ทำ กลับบ้านก็ไม่ได้ ต้องอยู่ในไทยต่อไป ตอนแรกคิดว่าจะกลับบ้านช่วงสงกรานต์ แต่ก็ไปไม่ได้แล้ว เขาปิดด่าน ขายของได้เงินน้อยลง รายได้ก็น้อยลง” น.ส. นิด วอน ชาวเมืองพะตะบอง ประเทศกัมพูชา ซึ่งมาทำงานก่อสร้าง และเฝ้าร้านขายของชำ ในแคมป์ก่อสร้างย่านบางกะดี ปทุมธานีกล่าวแก่เบนาร์นิวส์

นายจอห์นนี่ อาดิคารี แกนนำแรงงานเมียนมาในประเทศไทย กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า ปัจจุบัน แรงงานเมียนมาได้รับผลกระทบมากจากการระบาด และมาตรการแก้ไขปัญหาโควิด-19

“แรงงานตามโรงงานตอนนี้ โรงงานปิดหมด ไม่มีตังค์กินข้าว ไม่มีเงินชดเชย ไม่มีเงินสำรองเลย แต่ยังมีค่าใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร เขาก็ไม่มีตังค์จะอยู่ไทย แต่จะกลับบ้านก็โดนปิดชายแดน บางคนเริ่มเครียด ไม่มีรัฐบาลไหนช่วย แม้แต่รัฐบาลพม่าก็ไม่มาดูแล ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมา ไม่มีบัตรที่จะรักษา ไม่รู้ไปซื้อยาที่ไหน หรือไปโรงพยาบาลที่ไหน” นายจอห์นนี่ กล่าว

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563 เป็นวันแรกที่รัฐบาลไทยโอนเงินเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งลงทะเบียนบนเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com โดยรัฐบาลเปิดเผยว่า มีผู้ที่ลงทะเบียนขอรับการเยียวยาผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวแล้วกว่า 24 ล้านคน แต่มีผู้ที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ และจะได้รับเงินกลุ่มแรกเพียง 1.68 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม อาชีพแรงงานก่อสร้างไม่อยู่ในกลุ่มที่รัฐบาลประเมินว่า ได้รับผลกระทบ และแน่นอนว่า แรงงานข้ามชาติก็ไม่มีสิทธิในการรับเงินเยียวยาดังกล่าวเช่นกัน และในภาวะวิกฤตนี้ แรงงานข้ามชาติจำนวนไม่น้อย มักได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง

“บางคนทำงานก่อสร้าง ถูกเลิกจ้าง ถ้านายจ้างไม่ชอบ ก็ถูกไล่ออก บางคนทำเอ็มโอยูเข้ามา ไล่ออกต้องมีสวัสดิการให้เขา โควิดทำให้ไม่มีใครช่วยเรื่องพวกนี้” นายจอห์นนี่ กล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่สถานทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย (สงวนชื่อและนามสกุล) รายหนึ่ง เปิดเผยแก่เบนาร์นิวส์ผ่านโทรศัพท์ว่า เมื่อวันที่ 9-10 เมษายนได้ มีแรงงานกัมพูชาร้องเรียนมา 200 ราย จากโรงงานพลาสติก ในสมุทรปราการ กับอีก 60 ราย จากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีการเลิกจ้างโดยสถานประกอบการ แต่ไม่มีการชดเชย

น.ส.สุธาสินี แก้วเหล็กไหล จากเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ก็เปิดเผยเช่นกันว่า ช่วงโควิด-19 ระบาด มีแรงงานข้ามชาติที่ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมจำนวนมากกระจายอยู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย

“ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ คือ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า นายจ้างถือโอกาสไม่ต่อสัญญา ไม่ต่อวีซ่า มีร้องเรียนมา 51 คน จากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเด็ก สมุทรสาคร ว่าเลิกจ้าง ไม่มีการจ่ายค่าชดเชย ที่กระทุ่มแบน แรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า 40 คน ไม่ได้ต่อสัญญา และนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชย ที่อยุธยา คนงานไม่ผ่านทดลองงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ 105 ราย โรงงานที่นครปฐมไม่ต่อสัญญา 100 คน พนักงานโรงงานที่ภูเก็ตถูกเลิกจ้างอีก 19 คน” น.ส.สุธาสินี กล่าว

ตามกฎหมาย แรงงานต่างด้าวที่ประกันตนเองตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 (พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ) ซึ่งใช้หนังสือเดินทาง และใบอนุญาตทำงาน เป็นหลักฐาน จะได้รับความคุ้มครองใน 7 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย, กรณีคลอดบุตร, กรณีทุพพลภาพ, กรณีเสียชีวิต, กรณีสงเคราะห์บุตร, กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน เช่นเดียวกับแรงงานไทย

โดยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ กองทุนประกันสังคมจ่ายเงินชดเชยการว่างงานให้กับผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยจะจ่ายร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 7,080-8,000 บาท ซึ่งขณะนี้กองทุนประกันการว่างงานมีเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว ไม่ได้ระบุถึงแรงงานข้ามชาติเป็นการเฉพาะ

ต่อมาตรการดังกล่าว น.ส.ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) เปิดเผยแก่เบนาร์นิวส์ว่า ที่ผ่านมา แรงงานข้ามชาติที่เข้าระบบประกันสังคม มักไม่ได้รับเงินชดเชย กรณีที่ว่างงาน

“แรงงานข้ามชาติเวลาจ่ายเงินประกันสังคม จ่ายเหมือนคนไทย แต่เวลาเงินว่างงาน เขากลับไม่ได้รับเหมือนคนไทย เขาได้แค่ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าชดเชยอุบัติเหตุจากการทำงานเท่านั้น กรณี 7 อย่างที่ควรจะได้ ไม่ค่อยได้ แต่ประกันสังคมเขาก็ต้องจ่ายเต็มๆ เหมือนคนที่ได้ 7 อย่าง” น.ส.ปฏิมา กล่าว

ในประเด็นเดียวกัน นายจอห์นนี่ กล่าวว่า “เรื่องประกันสังคม 95 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานข้ามชาติ เขาไม่รู้เรื่อง กรณีเรื่องโควิด คนถูกเลิกจ้าง ถูกให้หยุดงาน ไม่ได้เงินเต็มจำนวนที่ตกลงกันไว้ แต่ก็ไม่รู้ว่า สิทธิของตัวเองคืออะไร ไปปรึกษากับกรมสวัสดิการฯ ก็ต้องรอหลายเดือน รอเพื่อให้เขาบอกว่า เดี๋ยวติดตามให้ แรงงานบางคนเลยกลับประเทศ เพราะรอไม่ไหว”

ทั้งนี้ เบนาร์นิวส์ได้พยายามติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับจ่ายเงินชดเชยการว่างงาน ของแรงงานข้ามชาติไปยัง นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แต่ไม่ได้รับคำตอบในประเด็นดังกล่าว โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า จนถึงเดือนเมษายน 2562 สำนักงานประกันสังคมระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวในระบบประกันสังคม จำนวน 1,126,952 คน โดยเป็นสัญชาติพม่า 724,915 คน สัญชาติกัมพูชา 237,534 คน สัญชาติลาว 55,283 คน และสัญชาติอื่น ๆ 109,220 คน

นอกจาก ระบบประกันสังคมแล้ว ในปัจจุบัน รัฐบาลไทยยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะ ซึ่งแรงงานข้ามชาติเองได้เปิดเผยกับเบนาร์นิวส์ว่า อยากได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลในฐานะแรงงานคนหนึ่งเช่นกัน

“ถ้ามาตรการเร่งด่วน ก็อยากให้ช่วยเหลือเรื่องอาหารกับแรงงานข้ามชาติที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทย ผมเข้าใจว่า โควิดเป็นปัญหาทั่วโลก ในฐานะแรงงานที่มีสิทธิไม่มาก ค่าแรงต่ำกว่าคนทั่วไป อยากให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือ ลดค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารการทำงาน เพราะค่าทำเอกสารแพงกว่า 2 ปีที่แล้วมาก ต่อเอกสารแต่ละครั้งเสียเงินหมื่นกว่าบาท อยากให้ลดให้มากที่สุด ถ้ากลับมาทำงานได้ปกติ จะได้ช่วยลดปัญหาแรงงานผิดกฎหมายไปด้วย” นายจอห์นนี่ กล่าว

น.ส.สุธาสินี มองว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วงนี้ เช่นเดียวกันแรงงานชาวไทย เนื่องจากแรงงานข้ามชาติถือเป็นกำลังสำคัญในระบบเศรษฐกิจของไทยเช่นกัน

“รัฐจำเป็นต้องคิดเรื่องการเยียวยาให้มันเห็นรูปธรรมมากกว่านี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเฉพาะหน้าต้องแก้ไขเยียวยาก่อน เพราะแรงงานข้ามชาติได้รับปัญหาจริง เขาเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง เขาไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ ต้องทำให้เขาอยู่ในประเทศไทยได้ ควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับแรงงานข้ามชาติ เช่นเดียวกับการเยียวยาแรงงานไทย 5 พันบาท เพราะแรงงานต่างชาติก็เกิดความสับสน อยากได้รับการช่วยเหลือเช่นกัน” น.ส.สุธาสินี กล่าว

“การบังคับใช้กฎหมายยังคงต้องทำอยู่ เพราะที่ผ่านมาโรงงานที่ได้รับผลกระทบบางโรงงาน ใช้วิธีเลี่ยงกฎหมาย โดยให้แรงงานเขียนใบลาออก เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย ซึ่งรัฐควรเข้ามามีบทบาท ทำให้โรงงานถ้าจะเลิกจ้าง ก็ประกาศเลิกจ้าง หรือประกาศหยุดกิจการชั่วคราว เพื่อให้แรงงานได้รับการชดเชยตามกฎหมายตามสิทธิที่เขาควรจะได้รับ” น.ส.สุธาสินี ระบุ

ขณะที่ นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการ แอลพีเอ็น เสนอให้รัฐบาลไทย ปฏิรูประบบจัดการแรงงานข้ามชาติใหม่ รวมถึงเตรียมแผนสำหรับรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือวิกฤต เพื่อให้สามารถดูแลแรงงานได้อย่างเหมาะสม ในสถานการณ์เช่นการระบาดของโควิด-19 นี้

“ข้อเสนอคือ ต้องปฏิรูประบบบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติใหม่ให้เอื้อกับสถานการณ์ภัยพิบัติอื่น ๆ  ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยวิเคราะห์สถานการณ์กับแรงงาน เขาไม่สนใจว่า แรงงานจะอยู่ยังไง ต้องมีการศึกษาสถานการณ์และจัดการให้แรงงานข้ามชาติสามารถอยู่ได้เมื่อมีปัญหา ให้เขาทำประกันสังคมแบบที่เหมาะสมกับเขา ให้เขาใช้บัตรเดียวเพื่อรับสิทธิ จะได้ลดปัญหาเอกสารไม่ครบ ปัญหาเรื่องชื่อในเอกสารแต่ละอย่างไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นปัญหาทางเทคนิค เช่น ชื่อในประกันสังคม กับพาสปอร์ตไม่ตรงกัน ทำให้ไม่ได้รับเงินชดเชย เป็นต้น” นายสมพงษ์ กล่าว

“มาตรการคุ้มครองแรงงานของรัฐ ทำให้แรงงานข้ามชาติต้องพึ่งพานายจ้างมาก เช่น การทำประกันสังคม บางที่ลูกจ้างจ่ายเงินให้นายจ้างทุกเดือนเพื่อประกันตน แต่นายจ้างไม่ทำประกันสังคมให้ ไม่ยอมเอาเงินไปจ่าย”

“รัฐบาลไทยพยายามทำให้แรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายทั้งหมด แต่การดำเนินเอกสารเอง หรือทำเอกสารผ่านนายหน้า ก็มีราคาแพง แรงงานไม่มีเงินจ่าย บางรายเลยกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และก็ตามมาด้วยการถูกเอาเปรียบจากนายหน้า นายจ้าง หรือกระทั่งเจ้าหน้าที่” นายสมพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบัน รัฐบาลไทยไม่ได้เปิดเผยตัวเลขแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ไม่มีการเปิดเผยว่า แรงงานข้ามชาติเดินทางกลับประเทศไปแล้วกี่ราย จากแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา ลาว และกัมพูชา 2,990,777 ราย

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ