กองทัพไทย-อังกฤษ ร่วมฝึกผสม Panther Gold ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช
2017.11.07
กรุงเทพฯ
Share on WhatsApp
Share on WhatsApp
171107-TH-UK-exercise-620.jpg ทหารไทย-อังกฤษ ร่วมเปิดการซ้อมรบผสม “แพนเธ่อร์ โกลด์ 2017” ที่จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560
ภาพโดย กรมกิจการพลเรือนทหาร

กองทัพไทยและกองทัพแห่งสหราชอาณาจักร ส่งกำลังร่วมฝึกผสมเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี ภายใต้รหัส “แพนเธอร์โกลด์ 2017” (Panther Gold 2017) ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนยุทธวิธีทางการทหารและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การฝึกผสมแพนเธอร์โกลด์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-24 พฤศจิกายน โดยมีทหารไทยกว่าสองร้อยนาย และทหารจากสหราชอาณาจักร 110 นาย ร่วมในการฝึกครั้งนี้ โดยใช้พื้นที่กองพลทหารราบที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่ป่าภูเขาของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไทรโยก ตามที่ทางกองทัพสหราชอาณาจักรเสนอความต้องการที่จะฝึกในพื้นที่ป่าร้อนชื้นในประเทศไทย เนื่องจากไม่เคยฝึกในสภาพภูมิอากาศแบบนี้มาก่อน

พลโท ปริญญา ขุนนาศรี เจ้ากรมยุทธการทหาร และ พลตรีไจล์ส แพทริค ฮิลล์ (Giles Patrick Hill) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพสหราชอาณาจักร ร่วมเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการฝึกผสมแพนเธอร์โกลด์ ในวันเปิดการฝึกผสมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 นี้

“เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรก เราเริ่มจากกองร้อยอาวุธเบาก่อน แล้วก็เป็นการแลกเปลี่ยนหลักนิยมของไทยกับของอังกฤษที่ไม่เหมือนกัน หลังจากนี้จะได้หารือกันต่อไปว่า ในการฝึกครั้งต่อไป จะฝึกในรูปแบบใด” พ.อ.โดมศักดิ์ คำใสแสง ผช.ผอ.กอ.ฝึกแพนเธอร์โกลด์ กล่าวแก่ผู้สื่อข่าว

ด้านร้อยเอกแจ็ค มิลลาส์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจการทหาร สถานทูตอังกฤษ ในกรุงเทพ กล่าวว่า สำหรับการฝึกนั้น มีทหารจากกองพันที่ 1 ไอริชการ์ด รวม 110 นาย มีการฝึกในเฟสแรก เป็นการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่หนึ่งสัปดาห์ และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ เป็นการเริ่มเฟสที่สองเป็นเวลาสามสัปดาห์ โดยทหารอังกฤษจะเป็นฝ่ายนำการฝีก เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติการร่วมกันในป่าร้อนชื้นและป่าแบบต่างๆ

“การฝึกผสมแพนเธอร์ โกลด์ เป็นจุดเริ่มในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอังกฤษที่เคยมีมาในอดีต มันมีความสำคัญเพราะคุณคงทราบดีว่าสถานการณ์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีความแน่นอน อังกฤษและประเทศต่างๆ ในอาเซียน เคยมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและเราต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์นั้นให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ร้อยเอกมิลลาส์ กล่าวแก่เบนาร์นิวส์

ในระยะเวลาการฝึกสี่สัปดาห์ ทหารจากสหราชอาณาจักร จะได้เรียนรู้เรื่องการปรับตัวในสภาพภูมิอากาศป่าร้อนชื้น รวมถึงการดำรงชีวิตในป่า เช่น การหุงอาหารจากกระบอกไม้ไผ่ การปรุงอาหาร การป้องกันจากสัตว์ร้าย ซึ่งทหารทั้งสองประเทศจะได้ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นจะเป็นการฝึกขั้นพื้นฐานในพื้นที่ป่าภูเขา การปฏิบัติการฉับพลันเมื่อตรวจพบข้าศึก และการฝึกยุทธวิธี ทั้งการเคลื่อนที่เข้าปะทะ การซุ่มโจมตี การลาดตระเวนข่าว และการเข้าตีในเวลากลางวันด้วยกระสุนซ้อมรบ โดยทหารจากสหราชอาณาจักร จะใช้ปืนไรเฟิลแบบ SA80 ส่วนทหารไทยใช้ไรเฟิลแบบทาวอร์ ที่ซื้อจากประเทศอิสราเอล ทั้งสองแบบ ใช้กระสุนขนาด 5.56 มิลลิเมตร ตามมาตรฐานนาโต้

สำหรับทหารจากกองทัพไทยจะได้เรียนรู้เรื่องทักษะ ประสบการณ์ด้านยุทธวิธีทางการทหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การปฏิบัติภารกิจในภูมิประเทศที่แตกต่างกันจากทหารจากราชอาณาจักรกองพันไอริชการ์ด เนื่องจากถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจจริงทั่วโลก เช่น อัฟกานิสถาน และมีประสบการณ์การฝึกรบในป่าทางใต้ของบราซิล บรูไน และบาหลี อินโดนีเซีย และจะได้นำประสบการณ์เหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกับทหารไทย ซึ่งทั้งสองประเทศมีแผนที่จะจัดการฝึกร่วมผสมแพนเธอร์โกลด์ สองปีต่อครั้ง

อังกฤษขยายตลาดอาวุธในอาเซียน


เจ้าหน้าที่กรมการค้าต่างประเทศของอังกฤษออกบูธงาน Defense and Security 2017 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 (เบนาร์นิวส์)

เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวแก่ผู้สื่อข่าว หลังจากการร่วมพิธีเปิดงาน Defense and Security 2017 ที่กระทรวงกลาโหมไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อวันจันทร์นี้ว่า นอกจากความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ที่มีมาเกือบ 400 ปีแล้ว การฝึกทางทหารร่วมกัน จะทำให้ทั้งสองประเทศสามารถร่วมปฏิบัติการในเวทีนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมคิดว่าความสัมพันธ์ทางด้านการทหาร เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ ในแง่ของการเสริมสร้างความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในเวทีนานาชาติ ทั้งยังสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างกันของทั้งสองชาติอีกด้วย” ทูตไบรอัน เดวิดสัน กล่าว

นอกจากนั้น กรมการค้าต่างประเทศของอังกฤษ ยังได้วางเป้าหมายที่จะร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในย่านเอเชียอาคเนย์ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมทางทหาร โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อขายให้ประเทศที่เป็นพาร์ทเนอร์ และเพื่อให้สามารถส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นอีกด้วย

“เรามองเอเชียอาคเนย์ว่าเป็นตลาดคู่ค้าอาวุธที่มีการเติบโตสูงสุดในโลก... เรามองหาการร่วมมือผลิตอาวุธ พร้อมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีอีกด้วย” นายอเล็กซิส แฮมเมอร์ กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวในงานนิทรรศการสนธิการทหารและความมั่นคงที่เมืองทองธานี

ทั้งนี้ อังกฤษมีส่วนแบ่งตลาดอาวุธในเอเชียอาคเนย์และเอเชียเหนือ (ยกเว้นเมียนมาที่ถูกห้ามซื้อขาย) อยู่ที่ 2,000 ล้านปอนด์ต่อปี

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง