Follow us

ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ ศาลฎีกาฯ ออกหมายจับ

นนทรัฐ ไผ่เจริญ และวิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช
กรุงเทพฯ
2017-08-25
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
ผู้สนับสนุนชูรูป นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใกล้ศาลฎีกาฯ วันศาลนัดฟังคำพิพากษา วันที่ 25 สิงหาคม 2560
ผู้สนับสนุนชูรูป นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใกล้ศาลฎีกาฯ วันศาลนัดฟังคำพิพากษา วันที่ 25 สิงหาคม 2560
ภิมุข รักขนาม/เบนาร์นิวส์

ในวันศุกร์ (25 สิงหาคม 2560) นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมเข้าฟังคำพิพากษาคดีรับจำนำข้าว ศาลไม่เชื่อข้ออ้าง จึงออกหมายจับ ในขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิด และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หนีออกนอกประเทศแล้ว

ส่วนคดีขายข้าวจีทูจีนั้น ศาลตัดสินจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นายภูมิ สาระผล และผู้เกี่ยวข้อง 17 ราย เรียกชดใช้ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้านบาท

ช่วงเช้า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา คดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (พ.ร.บ.ป้องกันการทุจริต) หมายเลขดำที่ อม. 22/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำให้พื้นที่หน้าศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มีประชาชนกว่า 3 พันคน มารอให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 24 กองร้อยเตรียมรักษาความปลอดภัย

แต่เมื่อถึงเวลานัด ศาลได้อ่านคำร้องของทนายจำเลยที่แจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เดินทางมาศาล เนื่องจากอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ ซึ่งศาลเห็นว่า ข้ออ้างไม่น่าเชื่อถือ จึงสั่งริบเงินประกัน และออกหมายจับ โดยก่อนหน้านั้นได้มีรถตู้ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ติดฟิล์มทึบ ขับมาตามถนนแจ้งวัฒนะ และมีผู้สนันสนุนตะโกนให้กำลังใจ แต่แล้วได้วนออกไปตามถนนในฝั่งตรงข้าม

“ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าได้รับแจ้งจากจำเลยว่า ป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาในวันนี้ โจทก์แถลงคัดค้านว่า ไม่เชื่อว่า จำเลยป่วยจริงเนื่องจากไม่มีใบรับรองแพทย์ และอาการป่วยที่อ้างไม่ถึงขนาดที่จะมาศาลไม่ได้ ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ไม่เชื่อว่า จำเลยเจ็บป่วยจนถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่า จำเลยหลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลย และปรับนายประกันเต็มตามสัญญา” ประธานศาลฎีกา นายชีพ จุลมนต์ อ่านประกาศในห้องพิจารณาคดี

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับคนสนิทของนางสาวยิ่งลักษณ์ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามรายหนึ่ง กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกจากประเทศไทยผ่านจังหวัดตราดไปยังประเทศกัมพูชา

“นางสาวยิ่งลักษณ์เดินทางไปทางจังหวัดตราด แล้วไปเข้ากัมพูชา ก่อนขึ้นเครื่องบินออกไปปลายทาง เมื่อสองสามวันก่อนนี้” แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าว

ด้าน สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) อ้างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือมากที่ระบุว่า เธอได้เดินทางออกจากประเทศไทยในวันพุธ และตอนนี้ "ปลอดภัยดี" ในดูไบ หนึ่งในเมืองต่างแดนที่พี่ชายของเธออาศัยอยู่

อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เนรเทศตนเองจากประเทศไทยเป็นเวลาหลายปีแล้ว หลังจากถูกรัฐประหาร และยึดอำนาจจากรัฐบาลทหาร เมื่อปี 2549

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีข้าราชการช่วยพา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีไปทางเกาะใดเกาะหนึ่ง

“ก็ยังไม่ได้ชัดเจนนะ เขาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่เขาอาจจะช่วยก็ได้” พลเอกประวิตร กล่าว

ส่วนพลเอกประยุทธ์ แสดงความผิดหวังที่นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มาฟังคำพิพากษา

"เมื่อเช้ายังนึกดีใจอยู่ ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคนกล้าหาญ มารับการพิจารณา แต่ต่อมาได้รับการแจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มา เพราะป่วย ปัญหาน้ำในหู... ผมทำได้แต่เพียงว่า กำชับฝ่ายความมั่นคงให้ดูแล้ว ป่วยจริงหรือเปล่า อยู่ที่ไหน" พลเอกประยุทธ์ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีไปนั้น จะทำให้มวลชนเสื้อแดงอ่อนกำลังลงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่รู้ ประชาชนคือประชาชนคนไทย ไม่ใช่คนของใคร ความรักเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่หากทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่ว่าจะพวกไหนก็ตาม จะมีปัญหากับกฎหมาย ทุกพวก”

ด้าน พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ แสดงทัศนะว่า เสื้อแดงยังมีแกนนำที่สามารถนำพาขบวนการได้อีกหลายคน

“เสื้อแดงจะยังไม่สูญเสียกำลังไปทั้งหมด เพราะว่ายังมีตัวบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญอยู่อีกหลายคน” ด้านพลโทนันทเดช กล่าว

170825-yingluck-inside.jpg

ผู้สนับสนุนชูสัญลักษณ์ รักปู ขณะรอน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางมายังศาลฎีกาฯ วันที่ 25 สิงหาคม 2560 (ภิมุข รักขนาม/เบนาร์นิวส์)

คดีขายข้าวจีทูจี จำคุก 17 ราย ไม่ให้ประกัน สั่งชดใช้ 1.6 หมื่นล้าน

ในวันเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่านคำพิพากษา คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) หมายเลขดำที่ อม. 25/2558 ซึ่งอัยการสูงสุด และกรมการค้าต่างประเทศเป็นโจทก์ร่วมฟ้อง นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นจำเลยที่ 1 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชนรวม 28 ราย

โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง 17 ราย ให้ลงโทษจำคุก และสั่งจ่ายค่าชดเชย ยกฟ้องโจทก์ 8 ราย จำเลยหลบหนี 2 ราย(จำเลยที่ 3 และ 16) และจำเลยไม่มาฟังคำพิพากษาโดยอ้างว่าป่วย 1 ราย (จำเลยที่ 21 ริบเงินประกัน และออกหมายจับแล้ว)

โดยนายภูมิ และนายบุญทรง กระทำผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 มีความผิด 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 18 ปี รวมจำคุก 36 ปีเท่ากัน แต่เฉพาะ นายบุญทรงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 เจ้าพนักงานใช้อำนาจตำแหน่งโดยทุจริต ตัดสินให้จำคุก 6 ปี จึงได้รับโทษจำคุกรวม 42 ปี

ขณะที่นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศจำเลยที่ 4 จำคุก 40 ปี นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศจำเลยที่ 5 จำคุก 32 ปี นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศจำเลยที่ 6 จำคุก 24 ปี นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าว จำคุก 48 ปี และจำเลยอื่น จำคุกลดหลั่นตามพฤติการณ์ ยกฟ้องจำเลยที่ 19 และจำเลยที่ 22-28 เนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าร่วมกระทำความผิด

โดยศาลสั่งให้บริษัทสยามอินดิก้า จำเลยที่ 10 และนายอภิชาติ จำเลยที่ 14 และนายนิมล รักดี จำเลยที่ 15 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กระทรวงการคลัง 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยอื่นให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามส่วนเช่นเดียวกัน หลังจากจำเลยทั้งหมดที่ถูกตัดสินโทษถูกพาไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ทนายความได้ยื่นขอประกันตัว เพื่ออุทธรณ์คำพิพากษา แต่ศาลได้ยกคำร้องขอประกันตัว เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีที่มีโทษหนัก และเกรงว่าจะหลบหนี

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ