Follow us

กระทรวงต่างประเทศ: ไทยกำลังเดินหน้าประชาธิปไตย และเคารพเสรีภาพประชาชน

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2017-02-23
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
นายณัฐภาณุ นพคุณ ผู้อำนวยการกองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยรับมอบรายงานจากแอมเนสตี้ อืนเตอร์เนชั่นแนล โรงแรมโฟร์วิงส์ กรุงเทพฯ วันที่ 22 ก.พ. 2560
นายณัฐภาณุ นพคุณ ผู้อำนวยการกองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยรับมอบรายงานจากแอมเนสตี้ อืนเตอร์เนชั่นแนล โรงแรมโฟร์วิงส์ กรุงเทพฯ วันที่ 22 ก.พ. 2560
เบนาร์นิวส์

ในวันพฤหัสบดี (23 กุมภาพันธ์ 2560) นี้ กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ตอบโต้รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยของ องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลที่ระบุว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยยังถูกจำกัด โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าประเทศสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย คำนึงถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ และการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเตรียมการสู่การเลือกตั้ง

“ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิบัติสากล ดังเห็นได้ว่าสื่อมวลชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเสรี อย่างไรก็ดีมีความจำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาความสงบเรียบร้อย และการป้องกันความแตกแยกในสังคมด้วยโดยการใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยในสังคม และต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศระบุ

“รัฐบาลยึดมั่นดำเนินการตามโรดแมป เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง สังคมที่ปรองดอง และบ้านเมืองที่มีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าตามลำดับ โดยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป ได้เปิดให้ประชาชนและทุกภาคส่วน ทั้งภาควิชาการสื่อมวลชน ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น” บางส่วนจากแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว

ในการแถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2559-60 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยกล่าวว่า รัฐบาลทหารทำให้สถานการณ์สิทธิเสรีภาพของประเทศไทยยังคงถูกจำกัด

“พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการพุ่งเป้าไปยังผู้ที่ต่อต้าน หรือแสดงความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ มีรายงานว่าบุคคลกว่า 100 คนทีเดียว ที่ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ” นางปิยนุชระบุ

และองค์กรแอมเนสตี้ฯ สรุปว่า ประเทศไทย ยังมีประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนหลายประเด็นที่น่าเป็นห่วง อาทิ ระบบยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุม การจับกุมและควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยพลการ การขัดแย้งกันด้วยอาวุธในประเทศ การทรมานและการปฎิบัติที่โหดร้าย และการจัดการผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง

ต่อรายงานนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ว่า รายงานดังกล่าวยังมิได้สะท้อนในมิติที่ครอบคลุมถึงพัฒนาการของประเทศไทย จึงได้ชี้แจงถึงความพยายามในการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนของไทยเป็น 7 ข้อ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1.รัฐบาลกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย โดยให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง 2.ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและเคารพสิทธิมนุษยชน 3.กฎหมายอาญามาตรา 112 มีไว้เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้มีไว้เพื่อละเมิดสิทธิ และกระบวนการพิจารณาคดีมาตรา 112 มีความเป็นธรรม สามารถอุทธรณ์ และขออภัยโทษได้ 4.รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายสิทธิมนุษยชนกว่า 190 ฉบับ และการย้ายคดีบางประเภทจากการพิจารณาของศาลทหารสู่ศาลพลเรือนแสดงให้เห็นถึงความพยายามผ่อนคลายมาตรการความมั่นคง 5.รัฐบาลปกป้องนักปกป้องสิทธิ เช่น คดีของนายอานดี้ ฮอลล์ ศาลก็ได้ให้ความยุติธรรม และพยายามออกกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ... 6.เรื่องผู้ลี้ภัย รัฐบาลได้อำนวยความสะดวกในการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา 71 คนกลับประเทศในปี 2559 และ 7.รัฐบาลยืนยันว่าได้ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และให้ความสำคัญกับเรื่องเสรีภาพของประชาชน

ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 28 กันยายน 2559 งาน “บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้” ซึ่งแอมเนสตี้ฯ เป็นผู้จัดงาน เพื่อเผยแพร่รายงานการซ้อมทรมานภายในประเทศไทย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ระงับการจัดงาน เนื่องจากวิทยากรชาวต่างชาติที่จะร่วมเสวนาไม่ได้ขอใบอนุญาตทำงานอย่าง

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ