Follow us

ตำรวจดำเนินการตั้งข้อหา 2 ผู้ต้องสงสัยชาวรือเสาะ

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช
กรุงเทพฯ
2019-08-08
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
เจ้าหน้าที่อีโอดี หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลังเกิดเหตุระเบิด ในพื้นที่แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ วันที่ 2 สิงหาคม 2562
เจ้าหน้าที่อีโอดี หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลังเกิดเหตุระเบิด ในพื้นที่แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ วันที่ 2 สิงหาคม 2562
รอยเตอร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการแจ้งข้อหาต่อสองผู้ต้องสงสัยชาวนราธิวาส ที่นำกล่องระเบิดมาวางไว้ที่หน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุวางระเบิดหรืออุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ ทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล ในห้วงเวลาที่ตรงกับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จัดขึ้นในโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งอยู่ห่างจาก สตช. ไม่ไกลนัก

ในวันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข หัวหน้าทีมสอบสวนคดีระเบิดป่วนกรุง ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า พนักงานสอบสวนได้ขอหมายจับนายลูไอ แซแง และนายวิลดัน มาหะ ชาวอำเภอรือเสาะ นราธิวาส แล้ว และดำเนินการแจ้งข้อหา ซึ่งเจ้าหน้าที่พบว่า ทั้งสองเป็นคนนำวัตถุต้องสงสัยมาวางหน้า สตช. สองชิ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม และถูกควบคุมตัวที่ชุมพร ในขณะเดินทางกลับลงนราธิวาส โดยใช้อำนาจ พรก.ฉุกเฉิน

“เราได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาสองราย เป็นคนพื้นที่นราฯ และขณะนี้ อยู่ในความดูแลของตำรวจภาค 9 และหลังจากนี้ เราจะได้ดำเนินการ กม. อาญา ต่อไป เราตั้งข้อหาพยายามฆ่า เพราะว่าภายในระเบิดมีการบรรจุอุปกรณ์ เพื่อประทุษร้ายต่อร่างกาย และวางในจุดที่ชาวบ้านเดินผ่านไปมา และอาจจะเล็งเห็นผลว่า อาจจะทำให้ตายได้ แต่ไม่สำเร็จ ก็ว่าไป เป็นการตีความกฎหมาย ดูเป็นเคสบายเคสไป” พล.ต.ท.สุวัฒน์ กล่าวในการแถลงข่าว

นอกจากนั้น พล.ต.ท.สุวัฒน์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังได้ตั้งข้อหาอั้งยี่ และครอบครองวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย ต่อบุคคลทั้งสองอีกด้วย

พล.ต.อ.จักรทิพย์ และ พล.ต.ท.สุวัฒน์ ระบุว่า มีการวางระเบิดในสี่จุด และมีระเบิดหรืออุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ ที่ทำงานแล้วหรือยังไม่ทำงาน รวมจำนวน 9 ลูก ซึ่งเป็นระเบิดหรืออุปกรณ์ที่ตั้งเวลาจุดชนวน และใช้พาวเวอร์แบงค์เป็นตัวจ่ายกระแสไฟ

นอกจากนี้ พล.ต.ท.สุวัฒน์ ระบุว่า การตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัยทั้งสองยังไม่เรียบร้อย แต่จากทีวีวงจรปิดและประวัติอาชญากรรม พบว่าบุคคลทั้งสอง มีประวัติในการโจมตีฐานทหารนาวิกโยธิน และการวางระเบิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในการปฏิบัติในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ มีการเตรียมการหลบหนีเป็นอย่างดี

“...สองคนนี้มีคดี ที่เข้าตีที่ฐาน นย. และระเบิดรถ... ในเป้มีชุดเปลี่ยนห้าชุด รองเท้าห้าคู่ กางเกงห้าตัว หมวกห้าใบ แว่นตา หน้ากาก ก็มีห้าอัน เขาโง่หรือฉลาดล่ะ” พล.ต.ท.สุวัฒน์ กล่าวแก่ผู้สื่อข่าว

ใครอยู่เบื้องหลัง?

หลังเกิดการระเบิดในวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดหลายจุด ในกรุงเทพและปริมณฑล ในระหว่างมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในกรุงเทพฯ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ว่าคนร้ายหวังผลต่อการประชุมฯในและในเวลาต่อมา พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้ความเห็นว่า กลุ่มโจมตีกรุงเทพ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ในสามจังหวัดชายแดนใต้

ในวันนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามความเห็นในเรื่องเดียวกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ในเหตุการณ์ระเบิดหลาย ๆ เหตุการณ์ ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ประมาณยี่สิบครั้ง เหตุการณ์ส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงกับการเมือง

“ส่วนใหญ่ระเบิดที่ผ่านมา ซัก 80-90 เปอร์เซ็นต์ เกี่ยวกับการเมือง ในความเห็นส่วนตัวผมนะ... คำถามที่ทุกคนอยากรู้ การเมืองไหม ใครสั่ง มาจากไหน มีแค่นี้ที่อยากรู้” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว

“จากประสบการณ์ที่ทำงานมา เหตุทางใต้ไม่เคยประกาศตัวเองเลยว่าคดีนี้เขาทำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น พูโล อาร์เคเค มาราปาตานี ไม่เคยออกมายอมรับว่ากลุ่มไหนออกมาทำ ไม่เหมือนในต่างประเทศ ของเราไม่เคยประกาศ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน พล.ต.ท.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า คนร้ายได้วางแผนมาอย่างดี รวมทั้งมีการตัดตอนไม่ให้สาวตัวถึงผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ และผู้บงการได้ แต่เจ้าหน้าที่ได้พยายามเน้นไปยังกลุ่มผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด ได้แก่ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มบนสุดของห่วงโซ่ เป็นพวกมาสเตอร์มาย หรือคนกำหนดยุทธศาสตร์ กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มวางแผน สั่งการ กำหนดขั้นตอนรายละเอียด วิธีการปฏิบัติ กำหนดตัวบุคคล สรรหาคนทำงาน กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ กลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มคนที่ลงมือปฏิบัติ และระบุเพิ่มเติมว่ามีคนร่วมการก่อเหตุมากกว่า 15 คน

“การสืบสวนสอบสวน เราโฟกัสทุกกลุ่ม หมายจับสองราย เป็นคนที่อยู่ส่วนล่างสุดของห่วงโซ่ ในขั้นตอนก็มีการ cut out (ตัดตอน) อย่างดี ขบวนการ กลุ่มคนร้าย มีบทเรียนในการทำงานเรื่องนี้มาพอสมควร... เรื่องเชื่อขบวนการ เป็นทฤษฎีหนึ่ง แต่ว่าเราเปิดทุกประเด็น เราไม่ได้ตัดประเด็นไหน ผมจะไม่ระบุชื่อคนนั้น คนนี้ จนกว่าจะมีหลักฐานเพียงพอจะดำเนินคดีได้” พล.ต.ท.สุวัฒน์ กล่าว

 

 

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ