Follow us

ผู้พิพากษาฯ ค้านร่างพ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ขัดหลักประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิ

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช และนนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2018-11-19
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่อง ร่างพ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ที่ ก.ดิจิตัลฯ เป็นผู้เสนอ ที่สำนักงานศาลอุทธรณ์ กรุงเทพฯ วันที่ 19 พ.ย. 2561
นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่อง ร่างพ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ที่ ก.ดิจิตัลฯ เป็นผู้เสนอ ที่สำนักงานศาลอุทธรณ์ กรุงเทพฯ วันที่ 19 พ.ย. 2561
วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช/เบนาร์นิวส์

ในวันนี้ นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ แสดงความเป็นกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ว่าขัดกับหลักประชาธิปไตยและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ข้อกังวลต่างๆ จะถูกนำมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม พร้อมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ มีความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยระบบไซเบอร์ของประเทศ

นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานศาลอุทธรณ์ กรุงเทพฯ ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมาย ว่า ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ... ที่กระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้เสนอและอยู่ระหว่างการประชุมหารือจากหลายฝ่ายโดยผ่านการแก้ไขปรับปรุงมาแล้วหลายครั้ง จนล่าสุด มีการร่างกฎหมายฯ ให้กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติขึ้น และให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเรียกให้หน่วยงานของรัฐและเอกชน ตลอดจนผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ ระบบผู้ใช้บริการทางไซเบอร์ เช่น แอดมินเพจ เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานที่น่าสงสัยว่าเป็นการกระทำความผิด รวมทั้ง ให้อำนาจในการเข้าไปในเคหสถาน ตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หน่วยความจำ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการทางไซเบอร์ โดยไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น แม้ยังไม่มีคดีความหรือการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญา

“การให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างไม่จำกัด ในการเข้าตรวจยึดอุปกรณ์ทางไซเบอร์ โดยไม่มีองค์กรฝ่ายตุลาการเข้ามาถ่วงดุล เป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น ซึ่งความผิดทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย หรือ อาชญากรรมระหว่างประเทศที่ได้รับการยกเว้น การใช้กระบวนการนี้ ถือว่าผิดหลักประชาธิปไตยสากล ขัดกับหลักยุติธรรมสากล หรือ Due Process ที่กระบวนการยุติธรรมต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล” นายศรีอัมพร กล่าว

นายศรีอัมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การปล่อยให้มีร่างกฎหมายที่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้อำนาจได้อย่างไม่จำกัด เท่ากับเป็นการเพิกเฉยต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เราควรใช้ทั้งหลักนิติธรรมและนิติรัฐ ในการดำเนินการเพื่อให้เกิดการยอมรับจากสังคม และต่างประเทศ

แต่หากว่าร่างกฎหมายฯ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะเกิดผลกระทบที่ตามมาดังนี้ 1. เป็นการทำลายหลักการและโครงสร้างของระบบประชาธิปไตย 2. ทำให้กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และสิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิทางการเมือง สิทธิความเป็นส่วนตัวถูกทำลาย 3. ทำให้กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในระบอบประชาธิปไตยเกิดความล้มเหลว 4. เป็นการทำให้โครงสร้างการปกครองจากนิติรัฐ กลายเป็นรัฐตำรวจ ผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองและเป็นฝ่ายบริหารจะใช้กฎหมายนี้ กำราบปราบปรามศัตรูทางการเมือง ศัตรูทางความคิดที่ไม่ตรงกับผู้ปกครองได้โดยง่าย 5. ทำให้ประเทศชาติไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เพราะโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยถูกบิดเบือนไปเป็นระบบคณาธิปไตย เป็นการขัดต่อธรรมเนียมการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และวัฒนธรรมทางการเมืองที่ประเทศที่นิยมประชาธิปไตยถือปฏิบัติ 6. เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนจากประเทศอื่น เนื่องจากผู้ค้าและผู้มาลงทุนไม่ไว้วางใจในการจะถูกล่วงละเมิดความลับทางการค้า ทางลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและเครือข่ายการทำธุรกิจ ​7. จะทำให้เป็นการบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากจะไม่มีนักลงทุนจากต่างประเทศที่กล้ามาลงทุนภายในประเทศ และ 8. ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมทราม และไม่เชื่อมั่นในประเทศของเรา

“การให้อำนาจฝ่ายเดียวไม่ได้เป็นลัทธิของประชาธิปไตย แต่เป็นลัทธิของเผด็จการ แต่ถ้าอำนาจศาลในการกลั่นกรอง เหมือนกระบวนการยุติธรรมปัจจุบันสามารถทำได้ และไม่เสียมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมสากล” นายศรีอัมพร ระบุ

“กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ในต่างประเทศ ระบุใช้เฉพาะมัลแวร์ หรือการใช้ข้อมูลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือแฮกเกอร์ แต่การให้อำนาจรัฐในการยึด อายัด บังคับให้บอกข้อมูล การใช้ระบบไซเบอร์ เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน” นายศรีอัมพร กล่าวเพิ่มเติม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมชี้แจง

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเบนาร์นิวส์ ก่อนเข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่า เจตนารมณ์ของร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองภาพรวมของประชาชนในทุกด้าน ทั้งด้านความมั่นคง การเงิน การใช้บริการภาครัฐ รวมถึงผู้ก่อการที่อาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา และที่ผ่านมาที่ประชุมได้รับฟังข้อห่วงใยจากทุกฝ่ายและพยายามปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อให้เกิดการยอมรับมากที่สุด

พล.อ.อ.ประจิน ยืนยันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อป้องกันประเทศจากความเสี่ยง และภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ที่เทคโนโลยีพัฒนาไปรวดเร็วมากทั้งทางกว้างและทางลึก ตั้งแต่ระบบควบคุมสั่งการที่ใช้ในระบบธุรกิจสถาบันการเงิน ระบบการค้าการลงทุน ระบบไอทีที่ใช้ในระบบขนส่งคมนาคม ทั้งทางถนน ทางเรือ และทางอากาศ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชน

“เทคโนโลยีในปัจจุบันถูกครอบคลุมด้วยระบบไซเบอร์มาก เราจำเป็นต้องมีกฎหมายที่จะปกป้องโอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียงการทำละเมิดในส่วนการใช้ไอที หรือการทำให้ความปลอดภัยถูกคุกคาม” รองนายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ รองนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมที่ดำเนินการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้ศึกษากฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ร่วมกับข้อเสนอต่างๆ เพื่อทำให้สังคมสบายใจ รวมถึงการกำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายต้องทำอย่างพอดี และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

“ในร่างกฎหมายฯ เราจะไม่ใช้คำว่า ดุลยพินิจ แต่ใช้คำว่า ตรวจพบว่า หรือ พบว่า ฉะนั้นศูนย์แจ้งเตือนจะมีหน้าที่ตรวจสอบ และหากเราตรวจสอบพบว่ามีความจริงที่ยอมรับได้ จึงจะมีมาตรการต่อไป ซึ่งข้อกังวลนี้เรากำลังพิจารณากันว่าทำอย่างไร จึงจะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฉบับนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

นักวิชาการพบทั้งข้อดีข้อเสีย

ด้านนายภูริพงศ์ สุทธิโสภาพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้สัมภาษณ์กับเบนาร์นิวส์ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว มีทั้งข้อดีในด้านการป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของรัฐและส่งผลร้ายต่อประเทศ แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ข้อมูลส่วนตัวที่รัฐอาจใช้อำนาจในการเข้ามาดูเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อตนเอง

“พ.ร.บ.นี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นเหรียญสองด้าน เพราะประเทศเราผู้ใช้อำนาจอาจใช้อำนาจอย่างไม่เที่ยงธรรม ถ้ามันเป็นการหาผลประโยชน์มากกว่า เอามาป้องกัน มันก็น่ากลัว... แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามันต้องมีการออกโปรแกรมที่ช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเจาะเราได้แน่ๆ คนเราคงไม่ยอมสูญเสียความเป็นส่วนตัว นักสร้างระบบรักษาความปลอดภัย เขาประชุมกันทุกเดือน น่าจะหาวิธีป้องกันได้” นายภูริพงษ์ กล่าวทางโทรศัพท์

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ