Follow us

ผบ.ทบ. ตั้งกรรมการสอบคดีทหารยิงชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2017-03-22
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
นายชัยภูมิ ป่าแส ประธานเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต
นายชัยภูมิ ป่าแส ประธานเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต
ภาพจากเฟซบุค เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง

ในวันพุธ (22 มีนาคม 2560) นี้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 3 ตรวจสอบกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงนายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมและประธานเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง ชาวลาหู่เสียชีวิต ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า นายชัยภูมิ มีประวัติเกี่ยวข้องยาเสพติด

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า พล.ต. สมพงษ์ แจ้งจำรัส รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเป็นการเฉพาะ

“กองทัพบกยินดีน้อมรับข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้นได้ของสังคม พร้อมให้ความกระจ่างในทุกกรณีบนพื้นฐานข้อเท็จจริงอันสุจริต อย่างตรงไปตรงมาตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาที่ให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนทุกเรื่อง ขอให้สังคมอย่าได้ตัดสินเพียงเพราะได้รับทราบข้อมูลที่ส่งต่อกันมาเท่านั้น” พ.อ.วินธัยกล่าว

ทางด้าน พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยต่อเบนาร์นิวส์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนโดยให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ทหารที่ก่อเหตุได้เข้ามอบตัว และได้รับการปล่อยตัวแล้ว ขณะที่พยานฝ่ายนายชัยภูมิยังไม่มีใครแสดงตัว เพื่อให้ข้อมูล

“เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ต้องหาพยานหลักฐานให้รอบคอบทุกอย่าง ขั้นตอนต่อไปคือ จะสอบสวนไปตามปกติ ฝ่ายทหารก็จะแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่น แต่สอบออกมาสุดท้ายอยู่ที่ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารว่าเป็นการป้องกันตัวหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามามอบตัวแล้วเมื่อ 2-3 วันก่อน” พล.ต.ท.พูลทรัพย์

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ไม่ได้เปิดเผยชื่อทหารผู้ต้องสงสัย

“ผู้ต้องหาอีกคนปัจจุบัน ถูกฝากขังที่เรือนจำ จะมีการแจ้งข้อหาด้วย เนื่องจากเป็นผู้ขับรถมา แต่เบื้องต้น เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่อง เป็นเพื่อน ชวนมาเที่ยวที่บ้าน มานอนที่บ้าน เป็นนักเรียนชั้นเดียวกัน” พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าวถึงนายพงศ์นัย แสงตะล้า อายุ 19 ปี เพื่อนนายชัยภูมิ ซึ่งเป็นผู้ขับรถในวันเกิดเหตุ

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อมูลว่านายชัยภูมิมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเคยพยายามล่อซื้อยาเสพติดจากนายชัยภูมิมาแล้ว ในช่วงเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถจับกุมตัวได้

“มันมีเคสสันทราย ล่อซื้อ ตอนนี้ อยู่ในขั้นตอนการสืบสวน แต่มันชัดเจนด้วยพยานหลักฐานหลายๆ เรื่อง ว่าเขาเคยมีส่วนเกี่ยวข้อง ครั้งก่อนที่มาส่งยาใช้ทะเบียนอีกอัน แต่เป็นรถสีเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน คือสิ่งนี้เรากำลังพิสูจน์เขาอยู่” พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าวเพิ่มเติม

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เรียกร้องความยุติธรรมในการสอบสวน

นายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ อายุ 17 ปี (บัตรประชาชนระบุอายุ 21 ปี) ถูกเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 โดยเจ้าหน้าที่ทหารให้ข้อมูลว่า ได้ขอตรวจค้นรถยนต์ที่มี นายพงศ์นัย แสงตะล้า อายุ 19 ปี เป็นผู้ขับ และนายชัยภูมิเป็นผู้โดยสาร เพื่อตรวจหายาเสพติด แต่นายชัยภูมิได้พยายามขัดขืนการจับกุม และพยายามใช้ระเบิดขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้อาวุธปืนยิง เพื่อป้องกันตัว ส่วนนายพงศ์นัยถูกควบคุมไว้

ด้านนายศักดิ์ดา แสนมี่ จากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนภาคีองค์กรเครือข่ายชนเผ่า 33 เครือข่าย เปิดเผยต่อเบนาร์นิวส์ว่า ต้องการให้รัฐบาลตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยการตรวจสอบต้องมีความเป็นกลาง และต้องมีกระบวนการคุ้มครองพยานที่ดี เพื่อให้ผู้เห็นเหตุการณ์กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูล

“ในเรื่องการค้ายาหรือเสพยา หรือว่าอาวุธอะไรที่เป็นข่าว เราก็อยากให้มีการตรวจสอบชัดเจนเหมือนกัน ที่สำคัญอยากให้เขาดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา แต่ในฐานะที่เคยทำงานกับน้องชัยภูมิ เขาพยายามที่จะดึงเยาวชนออกมาจากการค้ายา เสพยา แต่อย่างไรก็ตาม ตำรวจเองต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้ชัดเจน” นายศักดิ์ดากล่าว

“เจ้าหน้าที่จะต้องปกป้องพยาน คนที่ไปขับรถกับเขา จะทำอย่างไรให้ได้รับการคุ้มครองในฐานะเป็นพยาน ตอนนี้ ชาวบ้านเองค่อนข้างจะไม่ค่อยสบายใจกับการปฎิบัติหน้าที่ของทหาร... ข้อเสนอของเราคือ ทหารที่ทำเกินกว่าเหตุก็ถูกลงโทษ เราไม่ได้ว่าทหารทุกคนไม่ดี แต่ทั้งหมดต้องตรวจสอบ”

นายศักดิ์ดาระบุว่า ก่อนหน้านี้ มีประชาชนซึ่งเป็นคนชนเผ่าชาติพันธุ์ถูกวิสามัญหลายราย แต่การดำเนินการตรวจสอบก็ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้น กรณีนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐจะดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ