Follow us

ไทยยังถูกจำกัดสิทธิภายใต้การปกครองรัฐบาลทหาร

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2017-03-14
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
นายสุณัย ผาสุข นักวิจัย ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประเทศไทย (คนที่สองจากขวามือ) ร่วมสัมมนากับนักสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ ในงาน “จากกรุงเทพถึงเจนีวา ส่งเสียงสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560
นายสุณัย ผาสุข นักวิจัย ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประเทศไทย (คนที่สองจากขวามือ) ร่วมสัมมนากับนักสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ ในงาน “จากกรุงเทพถึงเจนีวา ส่งเสียงสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560
เบนาร์นิวส์

ในวันอังคาร (14 มีนาคม 2560) นี้ คณะผู้แทนรัฐบาลไทย ได้ตอบข้อซักถามของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Committee – UNHRC) ในเรื่องการปฏิบัติทางด้านสิทธิมนุษยชน การปกป้องสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองของประเทศไทยที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง โดยคณะผู้แทนรัฐบาลไทยโต้แย้งว่า ทางการไทยได้กระทำการอย่างถูกต้องเพียงพอแล้ว

คณะผู้แทนรัฐบาลไทยที่ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ทหาร ตำรวจสากลประจำประเทศไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น ได้ทะยอยชี้แจงข้อกล่าวหา ในวันที่สองของการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และข้อผูกมัดภายใต้กลไกกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ซึ่งรัฐไทยเป็นหนึ่งใน 169 ชาติ ที่เป็นสมาชิกหรือภาคีของกติกาสากลฉบับนี้

ทั้งนี้ ยูเอ็นเอชอาร์ซีได้ตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องสำคัญหลายข้อ ได้แก่ การบังคับใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสรีภาพในการแสดงออก การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการค้ามนุษย์ เป็นต้น

ในเรื่องมาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นฯ) นั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่สามารถจะฟ้องร้องผู้ละเมิดสิทธิสมาชิกราชวงศ์ได้เอง กฎหมายจึงให้อำนาจประชาชนเป็นผู้กระทำ

“สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สามารถฟ้องร้องผู้กล่าวหาได้ กฎหมายจึงให้อำนาจบุคคลทั่วไปฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ และกฎหมายไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการลิดรอนสิทธิในการแสดงความคิดเห็น” นางกาญจนา ภัทรโชค รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวรายงานโต้แย้ง

ในเรื่องศาลทหาร ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยข้อมูลว่า ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2557 – 30 พ.ย. 2559 มีคดีพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารแล้ว 1,716 คดี คิดเป็นจำนวนผู้ต้องหาและจำเลยรวม 2,177 คน เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี 416 คดี และคดีที่ศาลพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว 1,300 คดี

สามารถแบ่งเป็น คดีฝ่าฝืนคำสั่ง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จำนวน 44 คดี คดีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา (หมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ฯ) 86 คดี คดีมาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา (ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องฯ) 9 คดี และคดีตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490 (พ.ร.บ.อาวุธปืน) อีก 1,577 คดี

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระ 18 คน จะนำเสนอข้อสรุปเชิงสังเกต (Concluding Observations) ในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อให้รัฐไทยนำข้อเสนอเหล่านั้นไปปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศต่อไป

นักสิทธิเห็นแย้งจากรัฐ

ในขณะที่มีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้น ในกรุงเทพฯ นักสิทธิมนุษยชนไทยได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง “จากกรุงเทพถึงเจนีวา ส่งเสียงสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง” เพื่อเล่าถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยคู่ขนานไปด้วย โดยนักสิทธิต่างชี้ว่า ประเทศไทยมีปัญหาสิทธิมนุษยชนหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไข

นายสุณัย ผาสุข จากองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ชี้ว่า หลังการรัฐประหารยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยถึงจุดพลิกผัน เพราะมีการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ที่ไร้การตรวจสอบ คือ มาตรา 44 มาตรา 47 และมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557

“ความถดถอยของสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง มีจุดพลิกผันที่สำคัญ คือ การทำรัฐประหารของ คสช. นับแต่จุดนั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ภายใต้กรอบการปกครองที่สร้างเงื่อนไขพิเศษ นำไปสู่การใช้อำนาจแบบรวบยอด มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ และเมื่อใช้ไปแล้วไม่ต้องรับผิดทางใดๆ แม้แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงก็ตาม คืออำนาจภายใต้มาตรา 44 47 และ 48 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว” นายสุณัยกล่าว

น.ส.เยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ว่า การใช้อำนาจตามสามมาตรานั้น และการใช้ศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือนเป็นการทำลายระบบยุติธรรมไทย

“ทั้ง (มาตรา) 44 47 48 เป็นกฎหมายที่ทำลายระบบนิติรัฐของประเทศไทยจากประสบการณ์ของศูนย์ทนายความฯ ถ้าพูดอย่างชัดเจน ศาลทหารไม่มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง คือไม่ใช่ศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ เพราะศาลทหารอยู่กรมพระธรรมนูญ ซึ่งสังกัดกระทรวงกลาโหม ตุลาการทุกท่านก็เป็นนายทหาร พลเรือนที่พิจารณาในศาลทหาร จะไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ฎีกา ขัดกฎหมายระหว่างประเทศไอซีซีพีอาร์แน่นอน” น.ส.เยาวลักษณ์กล่าว

น.ส.จินดารัตน์ เพิ่มลาภวิรุฬห์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ในการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบกับชุมชน ประชาชนในพื้นที่กลับไม่ได้รับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง หรือแม้กระทั่งคัดค้านโครงการที่ชุมชนเห็นว่าไม่เหมาะสม และมีหลายครั้งที่นักเคลื่อนไหวถูกข่มขู่ด้วยคำพูด

“สิ่งที่มันรุนแรงก็คือว่า ตอนนี้โครงการในภาคใต้ทั้งหมด มันเริ่มจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาในรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นปากบารา เขื่อนท่าแซะ โรงไฟฟ้าที่เทพา ก็มีการใช้กำลังทหารในการควบคุมเวทีรับฟังความคิดเห็น” น.ส.จินดารัตน์กล่าว

“เวทีรับฟังความคิดเห็นเขาให้กำลังทหารมาคุมเวที 500-700 นาย ไม่ให้ก่อความรำคาญ ก่อความวุ่นวาย ประเด็นคือ ในเวทีมีการจัดตั้งคนสนับสนุนโครงการเข้ามา เกณฑ์พนักงานของการไฟฟ้ามาอยู่ในนั้น พื้นที่ตรงนั้นไม่มีสำหรับคนคัดค้านเลย ปิดทุกทางที่กระบี่จะเสนอความคิดเห็นออกไป เราโดนละเมิดสิทธิการแสดงความคิดเห็นของชุมชน” น.ส.จินดารัตน์เพิ่มเติม

น.ส.จินดารัตน์ระบุว่า หากเป็นไปได้ต้องการให้รัฐบาลทหารใช้ ม.44 ของรัฐธรรมนูญ แก้ไขปัญหาการรับฟังความคิดเห็นของโครงการพัฒนาต่างๆ ที่มีผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่

ในวันเดียวกันนี้ ทางด้านองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งลงสัตยาบรรณในอนุสัญญาการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พร้อมทั้งเร่งผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคล โดยเร็ว

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ