Follow us

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ยุบพรรคไทยรักษาชาติ

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช และ นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2019-03-07
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
ร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ที่สองจากซ้าย) เดินทางถึงศาลรัฐธรรมนูญ กรุงเทพฯ วันที่ 7 มีนาคม 2562
ร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ที่สองจากซ้าย) เดินทางถึงศาลรัฐธรรมนูญ กรุงเทพฯ วันที่ 7 มีนาคม 2562
นนทรัฐ ไผ่เจริญ/เบนาร์นิวส์

ในวันพฤหัสบดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ และตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี จากความผิดกรณีการเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ เป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค ขณะที่ ร้อยโทปรีชาพล พงษ์พาณิชย์ หัวหน้าพรรคกล่าวยอมรับทั้งน้ำตา โดยย้ำว่า ตนและพรรคมีเจตนาบริสุทธ์และปรารถนาดีต่อบ้านเมือง

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เพราะได้กระทำการอันเข้าข่ายเป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ตามมาตรา 92 และได้สั่งเพิกถอนสิทธิ์ของกรรมการบริหารพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคในการจัดตั้งพรรคใหม่ จดทะเบียนพรรคใหม่ เป็นเวลา 10 ปี โดยศาลมีคำสั่งให้งดใช้ชื่อพรรคไทยรักษาชาติ ตราสัญลักษณ์ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

“การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติในการเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เพื่อแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งและในกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็น ในนามพรรคการเมืองเพื่อนายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

จึงเป็นการกระทำย่อมเล็งเห็นผลว่า จะทำให้การปกครองของไทยจะแปรเปลี่ยนไปสู่สภาพที่ สถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองปกครองประเทศ” ตอนหนึ่งของคำพิพากษาระบุ

คำวินิจฉัยระบุว่า เมื่อการกระทำของผู้ถูกร้อง (พรรคไทยรักษาชาติ) มีหลักฐานชัดเจนว่า ได้กระทำโดยรู้สำนึก และสมัครใจอย่างแท้จริง กรรมการบริหารพรรคย่อมรู้ดีว่า ทูลกระหม่อมฯ เป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นเชษฐภคินีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร แม้จะถวายบังคมลาจากฐานันดรศักดิ์ แต่ยังคงดำรงเป็นสมาชิกแห่งพระบรมจักรีวงศ์

“การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง… โดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตยฯ สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียฐานะที่ต้องอยู่เหนือการเมือง และเป็นกลางทางการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทรามเป็นเหตุให้เข้าข่ายเป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ตามมาตรา 92 จึงมีมติเอกฉันท์สั่งยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง” นายทวีศักดิ์ มีนะกนิษฐ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำพิพากษา

โดย กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ 14 คน ซึ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี ประกอบด้วย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค, นายฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1, นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 2, นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 3, นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล รองหัวหน้าพรรคคนที่ 4, รศ. ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ กรรมการบริหารพรรค, นายจุลพงศ์ โนนศรีชัย กรรมการบริหารพรรค, นายมิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค, นายต้น ณ ระนอง รองเลขาธิการพรรคคนที่ 1, นายวิม รุ่งวัฒนจินดา รองเลขาธิการพรรค, นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ รองเลขาธิการพรรคคนที่ 3, นายพงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ, นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค และ นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ เหรัญญิกพรรค

ด้าน ร้อยโทปรีชาพล พงษ์พาณิชย์ หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวแก่สื่อมวลชน หลังฟังคำพิพากษาว่า ตนและกรรมการบริหารพรรครู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการยุบพรรคการเมือง ที่แม้ว่าจะมีอายุเพียง 4 เดือนก็ตาม นอกจากนี้ยังได้ขอบคุณผู้สนับสนุนพรรค และกำลังใจที่ได้ส่งผ่านมาให้โดยตลอด พร้อมย้ำถึงเจตนาบริสุทธิ์ที่ต้องการทำสิ่งที่ดีให้บ้านเมือง

“เราปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ไม่มีใครคิดร้าย ผมอยากให้เราทุกคนทำหน้าที่ตัวเอง แม้ว่ากรรมการบริหารจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ผมเชื่อว่าในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติบ้านเมืองไทย ไม่ว่าทางใดก็ตาม ในอนาคต... ” ร้อยโทปรีชาพล กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากทราบผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติกว่า 20 คน ที่มาสังเกตการณ์ในพื้นที่อาคารศูนย์ราชการ หน้าประตูทางเข้าศาลรัฐธรรมนูญ ต่างแสดงความไม่พอใจ และบางรายถึงกับร้องไห้

“24 มีนา จับปากกา ฆ่าเผด็จการ… เราเลือกฝั่งประชาธิปไตย” ผู้ชุมนุมหลายคนรวมตัวตะโกนต่อหน้าสื่อมวลชน

โดย น.ส.นภัสสรณ์ บุญลี 56 ปี หนึ่งในผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งมาสังเกตการณ์ ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รู้สึกเสียใจกับคำตัดสิน แต่จะยังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในการเลือกตั้งที่จะถึง

“รู้สึกเสียใจที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ และกรรมการบริหารพรรคโดนตัดสิทธิ์ เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดจะทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม จะไปเลือกตั้ง โดยเลือกพรรคที่อยู่ฝั่งประชาธิปไตย ยืนยันไม่เอาเผด็จการ เมื่อก่อนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ยิ่งเหตุการณ์วันนี้ ยิ่งจะกลับไปโหวตให้เพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเพื่อฆ่าเผด็จการ” น.ส.นภัสสรณ์ กล่าว

ารต่อต้านทักษิณในอดีต

ศาลรัฐธรรมนูญเดียวกันนี้ ได้วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พ้นตำแหน่ง ในปี 2549 และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรี 9 คนพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ในปี 2557 และหลังจากนั้นได้ยุบพรรคการเมืองอีกสองพรรคที่เกี่ยวโยงกับตระกูลชินวัตร เอเอฟพีรายงาน

จากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ถึงวันนี้ ได้วินิจฉัย "ยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ถึงสามพรรค และวินิจฉัยล้มเลิกคณะรัฐบาลที่สนับสนุนนายทักษิณทั้งสามคณะ ซึ่งรวมถึงสองครั้งที่ทั้งสองพี่น้องนายกรัฐมนตรี ถูกรัฐประหารยึดอำนาจ" โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในกรุงเทพฯ โพสต์ในทวิตเตอร์

“เป็นเรื่องที่น่าจดจำว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยถูกมองว่า มีการเลือกข้าง” นายโจนาธานกล่าว “ไม่มีกลุ่มการเมืองใด ได้รับการตัดสินเช่นนี้”

ในวันนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ ราชกัลยาศิริวัฒนาพรรณวดี ทรงแสดงความคิดเห็นใต้ความเห็นของผู้ติดตามอินสตาแกรมส่วนตัว (@nichax) เกี่ยวกับกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติว่า “ทราบแล้ว (ข่าวการยุบพรรคไทยรักษาชาติ) เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและหดหู่มาก”

องค์กรสิทธิฯ กล่าวกังวล

องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างออกแถลงการณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลในวันนี้

“คำวินิจฉัยครั้งนี้เน้นให้เห็นว่าทางการไทยใช้อำนาจตามกระบวนการศาลอย่างมิชอบ เพื่อจำกัดเสรีภาพในการสมาคมอย่างสงบ และเสรีภาพในการแสดงออกของกลุ่มตรงข้ามทางการเมือง มาตรการที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางนี้ ก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการสมาคมและการแสดงออกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้ง” แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

“การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รวมถึงในช่วงสี่ปีภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร มาตรการทางกฎหมายที่จำกัดสิทธิ ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและมีเนื้อหาคลุมเครือ รวมถึงคำสั่งห้ามการชุมนุม “ทางการเมือง” ของบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เหล่านี้ต่างส่งผลให้เกิดการโจมตีอย่างกว้างขวางต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและภาคประชาสังคม”

ด้านองค์กรฮิวแมนไรท์ กล่าวว่าศาลได้เร่งตัดสินคดีโดยเร็ว “รัฐบาลทหารและพรรคพลังประชารัฐควบคุมเกม โดยใช้อุบายสกปรกมากมาย เพื่อให้สนามการเมืองเอียงมาทางฝั่งพวกเขา ทั้งนี้ กกต. ของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมาธิการที่ได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลทหารก็รีบชงเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีคำวินิจฉัยที่น่าฉงนน่าจะเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ถึงการตัดสินยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน” แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ ในแถลงการณ์

“การยุบพรรคการเมืองนี้ ส่งผลให้เกิดคำถามต่อความยุติธรรมและความน่าเชื่อถือ ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและกลุ่มอำมาตย์เก่า ดูเหมือนจะมีความคิดที่จะก่อตั้งประชาธิปไตยหุ่นเชิด” นายแบรดกล่าว “ผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่จากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ในวันนี้ คือ คนไทยและความหวังของพวกเขา ในการกลับคืนสู่การเคารพสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย”

ซึ่ง นายฐิติพล ภักดีวานิช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ผ่านเบนาร์นิวส์ว่า การยุบพรรคไทยรักษาชาติ อาจจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติเอง หรือกระทั่งผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ตื่นตัวที่จะออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากขึ้น เนื่องจากคำพิพากษาอาจทำให้ผู้สนับสนุนพรรครู้สึกเป็นผู้ถูกกระทำ

“กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติหรือพรรคเพื่อไทยอาจตื่นตัวออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะมองว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ ผลการตัดสินเช่นนี้ ส่งผลลบกับทักษิณในเรื่องที่ต้องสูญเสียที่นั่งจากพื้นที่ที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัคร ผลบวกคือทักษิณได้เล่นบทเดิมคือ ผู้ถูกกระทำ เชื่อว่าผู้สนับสนุนพรรคจะยังคงเลือกพรรคฝั่งประชาธิปไตยอยู่ ไม่เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคทหารแน่ อาจจะเลือกเพื่อไทยหรืออนาคตใหม่ก็ได้” นายฐิติพล กล่าว

“ผมมองว่าการเมืองหลังจากนี้ไม่น่านำไปสู่ความรุนแรง ทุกฝ่ายน่าจะอยากให้มีการเลือกตั้ง การชุมนุมอาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้ทหารเลื่อนการเลือกตั้งได้ ทุกคนน่าจะอยากเลือกตั้งให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเข้าไปคานอำนาจกับทหารถึงแม้ว่าโอกาสที่ คสช. จะได้เป็นรัฐบาลมีมากก็ตาม” นายฐิติพล ระบุ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 24 มีนาคม 2562 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 51,419,975 คน มีพรรคการเมืองทั้งสิ้น 81 พรรค ผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ซึ่งผ่านการรับรองสิทธิ์จากคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว 11,181 คน และมีผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง 68 รายชื่อ จาก 44 พรรคการเมือง

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ