Follow us

ปคม.แถลงอัยการสั่งฟ้องแก๊งอุ้มบุญ-นายทุนจีน แล้ว 22 ราย

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช
กรุงเทพฯ
2020-05-29
อีเมล
ข้อคิดเห็น
Share
เจ้าหน้าที่ตำรวจทลายแก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ จับกุม นายเจ้า หราน (เสื้อดำ) นายทุนจีน พร้อมภรรยา วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563
เจ้าหน้าที่ตำรวจทลายแก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ จับกุม นายเจ้า หราน (เสื้อดำ) นายทุนจีน พร้อมภรรยา วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563
กองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904

ในวันศุกร์นี้ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) แถลงข่าวการจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติจากประเทศจีน ซึ่งมีนายทุนใหญ่ชื่อ เจ้า หราน โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 22 ราย และทางอัยการเห็นชอบให้นำคดีฟ้องศาลต่อไป

พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รอง ผบก.ปคม. กล่าวว่า ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหากลุ่มแรก 9 ราย และยึดของกลางได้ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 จากนั้นได้จับกุมผู้ต้องหารายอื่น ๆ ได้อีกในภายหลัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบสวนและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด โดยส่งสำนวนไปให้อัยการเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2563 ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นพ้อง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ให้นำคดีสั่งฟ้องต่อศาลต่อไป

“กระบวนการอุ้มบุญมีทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ กลุ่มหญิงที่รับจ้างตั้งครรภ์แทน คือ แม่อุ้มทั้งหลาย โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท กลุ่มชายและหญิงที่ขายไข่ หรือขายอสุจิให้กับกระบวนการ โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่น กลุ่มผู้โฆษณาจัดหาแม่อุ้ม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท กลุ่มนายหน้าติดต่อหญิงรับจ้างตั้งครรภ์ โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท กลุ่มผู้ร่วมขบวนการ ทุน ผู้ว่าจ้าง หมอผู้ร่วมกระทำผิด โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท” พ.ต.อ.ณรงค์ กล่าว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงการจับกุมผู้ต้องหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการอุ้มบุญ กลุ่มแรก 9 ราย (รวมนายเจ้า หราน และภรรยา) โดยเจ้าพนักงานสอบสวนได้ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอบปากคำพยาน 70 ราย ประกอบด้วย แพทย์ พริตตี้-พีอาร์ที่ขายไข่ และแม่อุ้มบุญ ซึ่งมีชื่อในใบเสร็จรับเงินของสถานพยาบาล มีการตรวจค้นคลินิกและโรงพยาบาลที่มีความเชื่อมโยงในคดี 5 แห่ง มีเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท โดยหากรวมทรัพย์สินอื่นจะมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท หลักฐานดังกล่าวนำมาสู่การจับกุมผู้ต้องหารายที่เหลืออีก 13 รายในภายหลัง

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว 23 ราย ซึ่งเป็นทั้งการจับกุมและเข้ามอบตัวแล้ว 22 ราย โดยสามารถแบ่งกลุ่มคนที่มีหมายจับได้ดังนี้ นายหน้าชาวจีนจับกุมแล้ว 4 ราย คือ นายเจ้า หราน, นางชู ยิงถิง, นางวิลาสินี ชู และ น.ส.เหอ เถิง โย่ว ยังหลบหนีอยู่ 1 ราย คือ นายหยาง เฉิน ชาวจีน, นายหน้าจัดหาแม่อุ้มบุญ จับกุมแล้ว 7 ราย, คนขับรถและให้บริการความสะดวกแม่อุ้มบุญ จับแล้ว 3 ราย, แม่บ้านดูแลแม่อุ้มบุญและดูแลเด็กหลังคลอด จับกุมแล้ว 2 ราย และ บุคลากรทางการแพทย์ รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 6 ราย

ปัจจุบัน อัยการได้ส่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 23 ราย ในข้อหาที่แตกต่างกันดังนี้ "สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า, ร่วมกันซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน

ด้าน พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (รอง ผบก.ปคม.) ในฐานะหัวหน้าทีมสืบสวน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการอุ้มบุญแก๊งนี้ ว่าจ้างหญิงไทยไปฉีดน้ำเชื้อในประเทศลาวและกัมพูชา โดยแม่อุ้มบุญจะได้ค่าจ้าง 300,000-500,000 บาท

“คุณพ่อคุณแม่ชาวจีนที่มีความต้องการบุตรติดต่อนายหน้า เดินทางมาแล้วก็ติดต่อกับหมอ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะฝ่ายแม่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ก็จะมีกระบวนการนายหน้า นายหน้าติดต่อไปยังหญิงที่ขายไข่ เข้าสู่กระบวนการหมอเก็บไข่ มาผสมกับอสุจิของฝ่ายชาย แล้วก็ใช้หมอกับสถานพยาบาล ไปฝังตัวอ่อนยังประเทศเพื่อนบ้าน แม่อุ้มบุญ รอประมาณ 7-8 เดือน บางส่วนก็จะคลอดในประเทศไทย อีกส่วนนึงเดินทางไปคลอดที่จีน คลอดเสร็จก็จะส่งต่อให้คุณพ่อคุณแม่” พ.ต.อ.มานะ กล่าว

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2558 มักถูกเรียกจากสื่อว่า พ.ร.บ.อุ้มบุญ โดยกฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญคือ มาตรา 21 ซึ่งระบุว่า

1. สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งภริยาไม่อาจตั้งครรภ์ได้ที่ประสงค์จะมีบุตรโดยให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน ต้องมีสัญชาติไทย ในกรณีที่สามีหรือภริยามิได้มีสัญชาติไทย ต้องจดทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

2. หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องมิใช่บุพการี หรือผู้สืบสันดานของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อหนึ่ง

3. หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติสืบสายโลหิตของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อหนึ่ง ในกรณีที่ไม่มีญาติสืบสายโลหิตของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ให้หญิงอื่นรับตั้งครรภ์แทนได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกําหนด โดยคําแนะนําของคณะกรรมการ และ 4. หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นหญิงที่เคยมีบุตรมาก่อนแล้วเท่านั้น ถ้าหญิงนั้นมีสามีที่ชอบด้วยกฎหมายหรือชายที่อยู่กินฉันสามีภริยา จะต้องได้รับความยินยอมจากสามีที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือชายดังกล่าวด้วย

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นายธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยว่า นับตั้งแต่บังคับใช้กฎหมาย มีกรณีอุ้มบุญ 317 กรณี ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกกฎหมาย และมีสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต 94 แห่ง กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ความเห็น (0)
Share
ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ