รมว.ต่างประเทศจีน เดินหน้าแผนริเริ่มการพัฒนาโลกของรัฐบาลจีน

ทีมงานเบนาร์นิวส์
2022.07.05
กรุงเทพฯ
Share on WhatsApp
Share on WhatsApp
รมว.ต่างประเทศจีน เดินหน้าแผนริเริ่มการพัฒนาโลกของรัฐบาลจีน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซ้าย) เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล ในกรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา วันที่ 5 กรกฎาคม 2565
สำนักโฆษกรัฐบาลไทย/เอพี

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เดินทางเยือน 5 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในห้วงเกือบสองสัปดาห์ โดยตั้งเป้าจะผลักดันแผนใหม่ของรัฐบาลจีนที่จะสนับสนุนการพัฒนาทั่วโลกด้วย "ภูมิปัญญาจีน" ที่เรียกว่าแผนริเริ่มการพัฒนาโลก หรือ Global Development Initiative หรือ GDI

นายหวัง อี้ เดินทางมาถึงฟิลิปปินส์ในคืนวันอังคาร หลังจากเสร็จสิ้นการเยือนเมียนมาและไทย ในช่วงเริ่มต้นของการเดินทาง 12 วัน นอกจากนี้ เขายังมีแผนจะไปเยือนอินโดนีเซียและมาเลเซีย ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 14 กรกฎาคม ตามรายงานของกระทรวงการต่างประเทศของจีน

ด้านนักวิเคราะห์เปิดเผยว่า นี่เป็นความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า จีนมีความมุ่งมั่นต่อเพื่อนบ้าน แม้จะมีความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในยูเครน การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดในเยอรมนี ซึ่งผู้นำของกลุ่ม G7 มุ่งมั่นที่จะระดมเงินมากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นเงินทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา และเพื่อต้านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) ของจีน

ในวันอังคารนี้ นายหวัง อี้ ได้เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไทย เพื่อพูดคุยและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไทย

แม้ว่าสถานการณ์ของโลกจะวุ่นวายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยจะมั่นคงตลอดไป ระหว่างเรานั้นมีเพียงมิตรภาพและความร่วมมือหวัง อี้ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับ นายดอน

เราทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันในหลายประเด็น เราตกลงร่วมกันสร้างสังคมเพื่ออนาคตของจีนและไทย เพื่อเป็นแนวทางในการร่วมมือกันในอนาคตของทั้งสองประเทศ ชาวจีนและไทยไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นเครือญาติ เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นหวัง อี้ กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นายนูร์ รัชมัต ยูเลียนโทโร อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยกัดจาห์มาดา ประเทศอินโดนีเซีย ระบุว่าการเดินทางของ หวัง อี้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นการพยายามสื่อว่า จีนจะไม่เพิกเฉยต่อภูมิภาคนี้ แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์ที่โลกผันผวน

จีนมีบทบาทสำคัญต่อการพลวัตการเมืองและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทบาทและอิทธิพลของจีนไม่อาจละเลยได้ กล่าวโดยสรุปคือ จีน ต้องการยืนยันว่าตนเองเป็นประเทศที่เป็นมิตรและมีผลประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาคนี้” นูร์ รัชมัต บอกเบนาร์นิวส์

นายหวัง อี้ พูดถึงการทูตทุเรียนระหว่างการเยือนกรุงเทพฯ และได้มุ่งเน้นความสัมพันธ์ของจีนกับอาเซียน ซึ่งมีลาวและไทยร่วมเป็นสมาชิก

ผมเชื่อว่าเราทั้งสามประเทศสามารถผลิตทุเรียนพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทยได้นักการทูตจีนระดับสูงกล่าว ในขณะที่เขาพูดเกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงจีนกับลาวและไทย

เป้าหมายคือการขับเคลื่อนด้านโลจิสติกส์ การค้า และการลงทุนในอุตสาหกรรมทั้งสามประเทศ เราทำเส้นทางนี้เพื่อประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนในสามประเทศหวัง อี้ ระบุ

นายดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเห็นว่าการเดินทางมาครั้งนี้ของ นายหวัง อี้ "เหมือนเป็นการตอกย้ำอิทธิพลจีนในกรอบแม่โขง-ล้านช้าง โดยเน้นโครงการ BRI ที่เชื่อมจีน ไทย ลาว"

จีน คาดการณ์มูลค่าโครงการ BRI ไว้สูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณกว่า 35.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการสร้างระบบพื้นฐานเครือข่ายเส้นทางรถไฟ ท่าเรือ และสะพาน ใน 70 ประเทศ

การเดินทางยังมุ่งเน้นไปที่ “การกระชับมิตรกับรัฐในอาเซียนเพื่อป้องกันการรุกของสหรัฐฯ ในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ซึ่งเริ่มเข้ามาแผ่กำลังที่ทะเลจีนใต้และช่วยเหลือไต้หวันมากขึ้น” นายดุลยภาค กล่าวกับเบนาร์นิวส์

แนวคิด GDI ของจีน ยังคงคลุมเครือ

ผู้สังเกตการณ์รายหนึ่งคาดว่า จีนจะมุ่งมั่นส่งเสริมข้อริเริ่มในการพัฒนาระดับโลก (GDI) ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มากกว่าโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ในไม่กี่เดือนที่จะมาถึงนี้

นาย กีด์ มัวร์ อดีตรัฐมนตรีไลบีเรีย ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิชาการอาวุโสของศูนย์ศึกษาการพัฒนาโลกในวอชิงตัน กล่าวว่า GDI กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ BRI เคยเป็น ซึ่งรัฐมนตรีการต่างประเทศกำลังพยายามส่งเสริมไอเดียนี้ การโปรโมต GDI คือเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้

“GDI เป็นทฤษฎีของจีนเกี่ยวกับสินค้าสาธารณะทั่วโลก และแนวทางการพัฒนาระหว่างประเทศที่ควรเป็น

นาย มัวร์ กล่าวอีกว่า GDI ยังคงเป็นแนวคิดที่คลุมเครือ และขายง่ายจนหลายประเทศสามารถเข้าร่วมได้โดยที่ไม่รู้จริง ๆ ว่ามันคืออะไร และนั่นจะทำให้รัฐบาลปักกิ่งสามารถแสดงจำนวนของผู้ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ได้

ด้าน นางซาราห์ คลิฟฟ์ นักวิเคราะห์จากศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า จีนกำลังจะจับประเด็นที่ประเทศตะวันตกได้ล้มเลิกไปแล้ว เมื่อพวกเขาไม่สามารถจัดหาเงินทุนให้กับประเทศที่ยากจน ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด-19

“GDI ยังคงคลุมเครือ แต่บ่อยครั้งก็มักถูกเชื่อมโยงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ GDI มีแนวคิดที่กว้างกว่า BRI” ซาราห์ คลิฟฟ์ กล่าวกับเบนาร์นิวส์

สิ่งที่ นางซาราห์ คลิฟฟ์ มั่นใจ ก็คือการประชุมสุดยอด G7 และการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของหวัง อี้ นั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นายหวัง อี้ เดินทางถึงกรุงมะนิลา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเขาเป็นทูตต่างประเทศคนแรกที่ไปเยือนประเทศพันธมิตรเก่าแก่ด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่ผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์ นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

พร้อมกันกับที่เอกอัครราชทูตจีนประจำมะนิลา นายหวง ซีเหลียน โพสต์บนเฟซบุ๊ก ระบุว่าการเยือนครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นชัดว่า จีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทวิภาคีของประเทศเราอย่างไร

นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลชุดใหม่ของเขาจะกระชับความสัมพันธ์กับจีน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนทางทหาร ท่ามกลางความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องในทะเลจีนใต้ เกี่ยวกับเรือจีนในน่านน้ำที่ฟิลิปปินส์อ้างกรรมสิทธิ์ โดยหวัง อี้ เตรียมเข้าพบกับ นายเอ็นริเก้ มานาโล รัฐมนตรีการต่างประเทศฟิลิปปินส์คนใหม่ในวันพุธนี้

นอกจากนี้ นายหวัง อี้ จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ G20 ที่บาหลี ในวันศุกร์นี้ ซึ่งเป็นที่คาดการณ์ว่า เขาจะได้พบกับผู้นำระดับสูงของอินโดนีเซียอีกหลายคน

ประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 7

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 7 (Mekong-Lancang Cooperation - MLC) ที่เมืองพุกาม โดยมีจีนและเมียนมาเป็นประธานร่วม

รัฐมนตรีต่างประเทศประเทศสมาชิก ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ได้ทบทวนความคืบหน้าของความร่วมมือภายใต้กรอบ MLC และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของ MLC เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกัน เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่สิ้นสุด ความตึงเครียดระหว่างประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานและน้ำ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยที่ประชุมเห็นพ้องสนับสนุนความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ดังนี้ การรวมตัวทางเศรษฐกิจ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาสีเขียว นวัตกรรม สาธารณสุข และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน

ทั้งนี้ จีนได้เสนอข้อริเริ่มสำคัญในสาขาความร่วมมือ 6 สาขา ได้แก่ การเกษตร น้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจดิจิทัล อวกาศและดาวเทียม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสาธารณสุข

อนึ่ง MLC จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 (โดยมีการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 1) ซึ่งเป็นความริเริ่มของไทย และมีประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม

ไชลาจา นีลากันตัน ในวอชิงตัน วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช และนนทรัฐ ไผ่เจริญ ในกรุงเทพฯ คามิลล์ เอลีเมีย ในมะนิลา และอารี เฟอร์ดัส และแดนดี กอสวราปุตรา ในจาการ์ตา ร่วมรายงาน

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง

ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ