นายกฯ ส่งความปรารถนาดีต่อชาวมุสลิมในเดือนรอมฎอน

มารียัม อัฮหมัด และคุณวุฒิ บุญฤกษ์
ปัตตานี และเชียงใหม่
2021-04-12
Share
นายกฯ ส่งความปรารถนาดีต่อชาวมุสลิมในเดือนรอมฎอน ชาวไทยมุสลิมเฝ้ารอดูดวงจันทร์ ก่อนการเริ่มต้นเดือนรอมฎอน บนเขาปาเระ หลังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหา จังหวัดยะลา ค่ำวันที่ 12 เมษายน 2564
เบนาร์นิวส์

ในวันจันทร์นี้ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งสารเนื่องในเดือนรอมฎอน ส่งความปรารถนาดีถึงพี่น้องชาวมุสลิมทั่วประเทศ ขอใช้ความอดทนดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด ขณะที่สำนักจุฬาราชมนตรีออกประกาศว่าด้วยการปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอน โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และหากมีความเสี่ยง ขอให้งดกิจกรรมทุกประเภทที่เกิดขึ้นในมัสยิด

พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวผ่านสารนายกรัฐมนตรี ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์รัฐบาลไทยว่า ในโอกาสเดือนรอมฎอนประจำฮิจเราะห์ศักราช 1442 ขอส่งความปรารถนาดีและขอแสดงความยินดีต่อพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ ที่จะได้ปฏิบัติศาสนกิจสำคัญในเดือนแห่งความศรัทธาของพี่น้องชาวมุสลิมในการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ รวมทั้งทดสอบความเข้มแข็งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณด้วยการถือศีลอด การละเว้นอบายมุขทุกประเภท และการยึดมั่นในการทำความดี อันเป็นการสร้างกุศลอันแรงกล้าแก่ตนเอง

ปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย อาจส่งผลต่อการปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาหลาย ๆ ประการ แต่การฝึกตนในช่วงสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ย่อมจะทำให้ท่านทั้งหลายได้ใช้สติและความอดทนที่จะดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาทขอให้พระผู้อภิบาลได้โปรดประทานพรอันประเสริฐให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทุกคน จงประสบแต่ความสุขสวัสดี มีความจำเริญรุ่งเรือง มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และสัมฤทธิผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการ เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสันติสุขแก่ประเทศชาติสืบไป” ส่วนหนึ่งในสารนายกรัฐมนตรีระบุ

อย่างไรก็ตาม นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เดือนรอมฎอนเวียนมาตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนชาวมุสลิมจากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ต่างเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อไปพักผ่อนและใช้เวลาในช่วงต้นเดือนรอมฎอนกับครอบครัว

นายชาญชัย อับดุลลาตีฟ เพิ่มมูล นักวิจัยชาวนราธิวาส กล่าวแก่เบนานิวส์ว่า สิบกว่าปีมาแล้วที่เดือนรอมฏอนไม่ค่อยตรงกับวันหยุด แต่ปีนี้กลับมาตรงกับช่วงสงกรานต์เต็ม ๆ ทั้ง 6 วัน นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ จึงตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนา แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ระบาดระลอกที่สาม แต่ได้เดินทางจากกรุงเทพกลับบ้านมาหลายวันแล้ว

“ดีใจที่ได้ใช้ช่วงวันหยุดเต็มที่ไปกับครอบครัวในเดือนรอมฎอน ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก่อนจะกลับมาที่บ้านก็ดูแลตัวเองดีมาก แทบไม่ออกไปไหนเลยในกรุงเทพ มีเพื่อน ๆ หลายคนที่กลับบ้านในช่วงเดียวกัน และมีอีกหลายคนที่ไม่กล้าเดินทางเนื่องจากกังวลว่า จะนำเชื้อไวรัสกลับไปติดคนที่บ้าน” นายชาญชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอนตามปฏิทินจันทรคติ ชาวมุสลิมในประเทศไทยในหลายพื้นที่จะรวมตัวกันเพื่อดูดวงจันทร์ เช่นเดียวกับพื้นที่ บนเขาปาเระ หลังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหา จ.ยะลา โดยในเวลาราว 19.50 . สำนักจุฬาราชมนตรีได้ประกาศผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์ประเทศไทยว่ามีผู้พบเห็นดวงจันทร์ จึงกำหนดให้วันอังคารที่ 13 เมษายน 2564 เป็นวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1442 โดยชาวมุสลิมจะเริ่มถือศีลอดนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

ต่อบรรยากาศการดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดเดือนรอมฎอน นายอมร ปรีดางกูร นายอำเภอยะหา กล่าวว่า จะให้คนที่ขึ้นมาบนเขาปาเระ เพื่อดูจันทร์เสี้ยว มาเป็นสักขีพยานในการดู เฉพาะคนที่ทางจังหวัดกำหนดมา เช่น กลุ่มคณะกรรมการกลางจังหวัด ผู้แทนจังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

“ในเรื่องความปลอดภัย เมื่อเช้าได้ประชุมเจ้าหน้าที่ สำหรับการดูแลการจัดทีมงานการเฝ้าระวังอย่างเต็มที่สำหรับเรื่องโควิด เป็นเรื่องที่สำคัญ จึงต้องเตรียม ในการจัดการตรวจคัดกรองตรงปากทาง โดยจะมีทีมงานของสาธารณสุขจังหวัด ที่สำคัญคือจะให้เฉพาะคนที่เรากำหนดขึ้นมาเท่านั้น” นายอมร กล่าว

นอกจากนี้สำนักจุฬาราชมนตรีออกประกาศมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ว่าด้วย การปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1442 โดยระบุให้ชาวมุสลิมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สืวนกิจกรรมทางศาสนาทั้งการเลี้ยงละศีลอด การละหมาดตะรอเวียะห์ การละหมาดวันศุกร์ และการทำเอี๊ยะติก๊าฟ นั้นสำนักจุฬาฯ ขอความร่วมมือให้ลดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งชาวมุสลิมและชาวไทย ส่วนในพื้นที่ๆ ไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงนั้น ขอให้พิจารณาจัดกิจกรรมตามความเหมาะสม แต่ให้รักษาระยะห่าง และมีจุดคัดกรองตามมาตรการการป้องกัน

นายมุสตอฟา หะซัน ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักจุฬาราชมนตรี และอิหม่ามมัสยิดช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อสถานการร์การระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า การปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอนปีนี้ ตรงกับช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดระลอก 3 นับเป็นบททดสอบสำคัญของพระเจ้า จึงขอให้พี่น้องมุสลิมร่วมมือรักษาความสะอาดและดูแลตนเองให้ห่างจากโรคระบาดนี้ด้วยกัน

“น่าเสียดายที่มัสยิดนั้นไม่สามารถเปิดให้ละหมาดร่วมกันได้ในช่วงเดือนรอมฎอนได้ ตามคำสั่งของสำนักจุฬาราชมนตรี ยกเว้นบางมัสยิดที่มีมุสลิมในชุมชนจำนวนไม่มาก และไม่ใช่พื้นที่เสี่ยง แต่อย่างไรก็ดี การอยู่กับบ้านในเดือนรอมฎอนนี้ เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ละหมาดร่วมกันในครอบครัว พร้อมกับการถือศีลอด และปฏิบัติศาสนกิจอื่นๆ เช่นการอ่านอัลกุรอาน ทั้งปลอดภัยและได้ผลบุญ” นายมุสตอฟา กล่าว

ด้านพลโท เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้ส่งความปรารถนาดีไปประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นเดียวกัน ด้วยการอวยพรให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงสามารถประกอบศาสนกิจครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักศาสนา

“ในนามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขออวยพรให้ทุกท่าน มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรงสามารถปฏิบัติศาสนกิจ ในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐอย่างเต็มกำลัง อยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุขประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ” พลโท เกรียงไกร กล่าว

ปัตตานีเกิดเหตุความไม่สงบรับรอมฎอน

พ.ต.อ.จิรวัฒน์ ดูดิง ผกก.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี กล่าวหลังได้รับการแจ้งเหตุว่า เมื่อเวลาประมาณ 01.40 น. ของวันจันทร์ ได้เกิดเหตุ 6 คนร้ายบุกเข้าไปบริเวณลานกว้าง ม.1 ต.น้ำดำ อ. ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ก่อนจับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบหมู่บ้าน 2 คน มัดมือ จากนั้นจึงได้วางเพลิงเผารถของบริษัท พรแก้ว คอนสตรัคชั่น ปัตตานี

“ภายหลังการสอบสวนทราบว่า คนร้าย 6 คน ใช้จักรยานยนต์ 3 คัน ปิดบังใบหน้า ใช้อาวุธปืนยาว ไม่ทราบชนิด จี้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ทำหน้าที่เฝ้ารถของบริษัท พรแก้ว คอนสตรัคชั่น ปัตตานี ซึ่งเข้ามาปรับปรุงถนนในพื้นที่ ต.น้ำดำ ตามโครงการของทางหลวง โดยคนร้ายใช้น้ำมันที่เตรียมมาจุดไฟเผารถบรรทุกน้ำ 1 คัน รถแมคโคร 1 คัน และ รถปรับเกลี่ยถนน 1 คัน ได้รับความเสียหาย ก่อนจะขับรถจักรยายนต์หลบหนี แต่ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น ส่วนประเด็นและสาเหตุ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าอยู่ระหว่างการสืบสวน” พ.ต.อ. จิรวัฒน์ กล่าว 

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการก่อเหตุรับเดือนรอมฎอน เพราะจะมีการดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ในคืนวันนี้ และมีการแจ้งเตือนไว้แล้วว่าได้พบกลุ่มก่อเหตุร้ายเคลื่อนไหวใน อ.เทพาและสะบ้าย้อย รวมถึงเขตรอยต่อ จ.ปัตตานี เพื่อเตรียมก่อเหตุในช่วงเดือนรอมฏอน

ความเห็น (0)

ดูทุกความคิดเห็น.

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง

ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ