สภาพัฒน์เผยอัตราคนว่างงาน ร้อยละ 2.25 สูงสุดในรอบ 16 ปี

นนทรัฐ ไผ่เจริญ
กรุงเทพฯ
2021-11-22
Share
สภาพัฒน์เผยอัตราคนว่างงาน ร้อยละ 2.25 สูงสุดในรอบ 16 ปี นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมาไหว้สักการะพระ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ประเทศไทยประกาศเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอีกครั้ง ในกรุงเทพฯ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564
เอเอฟพี

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยในวันจันทร์นี้ว่า นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยมีคนตกงานแล้ว 8.7 แสนราย ร้อยละ 2.25 ถือว่าสูงสุด หลังจากเหตุวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อ 16 ปีก่อน โดยคาดการณ์ว่าหลังจากที่รัฐบาลประกาศเปิดประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายนนี้ ภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัว แต่หนี้นอกระบบจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 การจ้างงานในประเทศลดลงโดยภาคที่มีการจ้างงานลดลงมากที่สุด คือ สาขาก่อสร้าง 7.3 เปอร์เซ็นต์ และสาขาโรงแรม/ภัตตาคาร 9.3 เปอร์เซ็นต์

“ภาพรวมการจ้างงาน ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 37.7 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน… การว่างงาน เพิ่มขึ้นสูงสุดตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 โดยมีผู้ว่างงาน 8.7 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานที่ร้อยละ 2.25”​ นายดนุชา กล่าว

ทั้งนี้ อัตราว่างงานของไทย เคยสูงสุดในปี 2548 ในช่วงการเกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ที่ร้อยละ 2.52

สภาพัฒน์ ระบุว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมีผู้ว่างงาน 3.73 แสนราย ขณะที่ปี 2563 มี 6.51 แสนราย โดยคาดการณ์ว่า สถานการณ์ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 หลังการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ไทยจะสามารถเพิ่มการจ้างงานในภาคท่องเที่ยวได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ และอาจเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานเดิมเปลี่ยนสายงาน ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลือ เนื่องจากมีภัยธรรมชาติ ซึ่งมี 33 จังหวัด 225 อำเภอ ถูกน้ำท่วม ส่วนราคาน้ำมันที่แพงขึ้นก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ

นายดนุชา กล่าวเพิ่มเติม ว่าจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในรอบครึ่งปี 2564 พบว่า มีมูลค่าหนี้นอกระบบรวม 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีเพียง 5.6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่าจากปี 2562

“หนี้เสียโดยเฉพาะบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น... การก่อหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น” นายดนุชา กล่าว

สภาพัฒน์ ระบุว่า ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ไทยมีคดีอาญาเพิ่มขึ้น 10.3 เปอร์เซ็นต์ จากไตรมาสเดียวกันของปี 2563 โดย คดีลักทรัพย์มากที่สุด 12,623 คดี คิดเป็น 45.4 เปอร์เซ็นต์ของคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ทั้งหมด

หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยเพิ่มเป็น 55.59 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2564

ด้าน สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) เปิดเผยผลวิจัยภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และการพัฒนาการผลิตวัคซีนภายในประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยสรุปว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 51.83 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563 และเพิ่มเป็น 55.59 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2564 ซึ่งกระทรวงการคลังตั้งเพดานไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์

ปี 2563 มีธุรกิจเลิกกิจการ 20,920 ราย ประเภทธุรกิจที่เลิกกิจการมากที่สุดคือ ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และภัตตาคาร/ร้านอาหาร ขณะเดียวกัน มีโรงงานประกอบกิจการใหม่ 2,633 โรงงาน ทำให้มีการจ้างงาน 86,797 ราย

“หากคนไทยได้รับการฉีดวัคซีนตามเป้าคือ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากร… จะทำให้การระบาดของโควิดลดลงเกือบเป็น 0 ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2565 และจะช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1.1 ล้านคน ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 11.26 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 39.29 เปอร์เซ็นต์ ผู้ว่างงานในระบบประกันสังคมลดลงกว่า 70,000 คน” ดร. สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้บริหารโครงการวิจัยดังกล่าว ระบุ

ด้าน นายอัครพล (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยกับเบนาร์นิวส์ว่า โควิด-19 ทำให้โรงแรมที่ตนเองทำงานอยู่ปิดกิจการในปี 2563 ส่งผลให้พนักงานทั้งหมดต้องว่างงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างมาก

“ได้เงินก้อนจากโรงแรมตามกฎหมายแรงงาน แต่การตกงานตอนอายุ 37 ปี ก็ทำให้หางานยาก การช่วยเหลือของรัฐโดยเฉพาะไม่เคยมี ประกันสังคมไม่เคยติดต่อมา โครงการเยียวยาต่าง ๆ เราพยายามลงทะเบียนแล้วแต่ไม่สำเร็จ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลชุดนี้ออกไปแล้วให้คนเก่ง ๆ ได้เข้ามาบริหาร โดยไม่เอื้อประโยชน์นายทุนแค่บางกลุ่ม อยากให้มีโครงการช่วยเหลือแบบยั่งยืน” นายอัครพล กล่าว

ในวันจันทร์นี้ ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 6,428 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 49 ราย ทำให้ปัจจุบัน ยอดติดเชื้อสะสมรวมเป็น 2.07 ล้านราย เสียชีวิตสะสม 2.04 หมื่นราย สามารถฉีดวัคซีนแล้ว 88.9 ล้านโดส โดยเป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนครบสองเข็มแล้ว 39.20 ล้านราย

ความเห็น (0)

ดูทุกความคิดเห็น.

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง

ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ