สมชาย นีละไพจิตร : 20 ปีที่สูญหาย แต่ไม่สูญเปล่า

ไทยได้ พ.ร.บ. ป้องกันการซ้อมทรมาน และสมชาย เป็นแรงบันดาลใจให้ทนายรุ่นหลัง
นนทรัฐ ไผ่เจริญ
2024.03.12
กรุงเทพฯ
สมชาย นีละไพจิตร : 20 ปีที่สูญหาย แต่ไม่สูญเปล่า อังคณา นีละไพจิตร ขณะเข้าร่วมกิจกรรมรำลึก 17 ปี การหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร บริเวณด้านหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ค่ำวันที่ 12 มีนาคม 2547 ขณะสมชาย นีละไพจิตร ขับรถยนต์ไปพบเพื่อนที่โรงแรมชาลีน่า ถนนรามคำแหง รถยนต์อีกคันหนึ่งพุ่งเข้าชนรถของเขา กลุ่มชายฉกรรจ์จากรถคันนั้นลงมารุมทำร้ายสมชาย และพาตัวเขาขึ้นรถออกไป นั่นคือครั้งสุดท้ายที่สาธารณชนได้เห็นทนายสมชาย

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมชายจะเป็นเรื่องแสนเศร้า แต่ขณะเดียวกันมันได้สร้างการเปลี่ยนแปลง เพราะมันทำให้ อังคณา ผู้เป็นภรรยากลายเป็นนักสิทธิมนุษยชนคนสำคัญของประเทศไทยในเวลาต่อมา

"เราไม่คิดว่าชีวิตมันจะเปลี่ยนไปแบบนี้ เพราะปกติ ไม่ชอบออกสังคม ช่วงนั้น เราไม่มั่นใจในตัวเอง ทุกข์ทรมานใจ ห่วงลูกมาก ๆ เพราะอยู่ดี ๆ มีตำรวจกับนักข่าวเต็มบ้านไปหมด และหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์บางที่ยังเรียกสมชายว่า ทนายโจร" อังคณา นีละไพจิตร ผู้เป็นภรรยา และแม่ของลูก 5 คน กล่าวกับเบนาร์นิวส์

"เราไม่ค่อยมีเวลาได้นั่งคุยกับลูกเพื่อทำความเข้าใจ มันเลยเป็นช่วงที่ลำบากมากที่สุด"

สมชาย เกิดในปี 2494 ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ปัจจุบันจะมีอายุ 72 ปี สมชาย เป็นพ่อของลูกสาว 4 คน และลูกชาย 1 คน มีอาชีพเป็นทนายความ เป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม

ในช่วงเวลาที่ถูกลักพาตัว สมชายกำลังว่าความให้กับผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผาโรงเรียน และปล้นปืน จากค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) ต้นปี 2547 ซึ่งผู้ต้องหาบอกกับสมชายว่า “ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพ”

"เราดีใจที่เราสามารถก้าวผ่านตรงนั้นไปได้ เราได้พบกับครอบครัวที่มีคนถูกอุ้มหาย บางครอบครัว ลูก ๆ ต้องเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ต้องย้ายบ้าน เมื่อเราผ่านมาได้ เราอยากจะทำอะไรที่มากกว่าทำเพื่อตัวเอง หรือครอบครัว เราอยากจะทำให้มันเกิดกลไกคุ้มครองไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้จริง ๆ กระบวนการที่ทำให้คนผิดถูกลงโทษ" อังคณา กล่าว

อังคณา ก่อตั้งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม สิ่งที่เธอผลักดันมาตลอดหลายปีคือ กฎหมายป้องกันการซ้อมทรมาน และบังคับสูญหาย เหล่านั้นทำให้เธอได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปี 2549 และรางวัลรามอน แมกไซไซ ในปี 2562

คณะทำงานว่าด้วยการกระทำให้บุคคลสูญหาย UN ระบุในแถลงการณ์ครบรอบ 20 ปี การหายตัวไปของสมชายว่า รัฐบาลไทยต้องสอบสวนและนำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญหายของสมชายมารับโทษทางอาญา

“อังคณา นีละไพจิตร ไม่สยบยอมต่อความสิ้นหวัง หลังจากสามีถูกกระทำให้สูญหาย และได้พยายามเสาะแสวงหาความจริง และความยุติธรรมอย่างไม่หยุดยั้ง ในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา” แถลงการณ์ ระบุ

ปัจจุบัน อังคณาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN)

ไทยได้ พ... ป้องกันการซ้อมทรมาน-อุ้มหาย

หลังกรณีของสมชาย ทำให้การเดินหน้าผลักดันกฎหมายเข้มข้นขึ้น องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมต่างพยายามอย่างหนักกว่า 10 ปี เพื่อให้เกิดกฎหมายที่จะทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครต้องเผชิญสถานการณ์เช่นเดียวกับทนายสมชายอีก

“สิ่งที่สังคมไทยได้เรียนรู้จากกรณีของทนายสมชายคือ การได้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นอ่อนด้อยมากแค่ไหน และจะอ่อนด้อยอย่างยิ่ง เมื่อผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ทนายความ และอดีต สส. ยะลา กล่าว

240312-th-bn-amnesty2.jpg

ป้ายไฟรูปนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกจัดวางหน้าโรงแรมชาลีน่า ย่านรามคำแหง ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่สาธารณชนได้เห็นทนายสมชาย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล)

สหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2523 ถึงปัจจุบัน มีคนไทยถูกบังคับให้สูญหายอย่างน้อย 77 คน การหายตัวของ บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบางกลอย จ.เพชรบุรี ในปี 2557, สุรชัย แซ่ด่าน แกนนำคนเสื้อแดง ในปี 2561 หรือต้าร์-วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมการเมือง ในปี 2563 คือส่วนหนึ่งของความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึง 20 ปี

หลังการเรียกร้อง และผลักดันหลายปี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สามารถประกาศใช้ได้ในเดือนตุลาคม 2565

"กฎหมายนี้จะทำให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิ การควบคุมตัวบุคคล จะต้องมีการบันทึกภาพ และเสียง มีการทำเอกสารเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้มีการถ่วงดุลซึ่งกันและกันของหน่วยงานต่าง ๆ นับว่าเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์มาก ๆ กับประชาชน และจะทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังในการละเมิดสิทธิประชาชน" อาดิลัน กล่าวกับเบนาร์นิวส์

พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มหายฯ มีสาระสำคัญ ประกอบด้วย 1. กำหนดนิยามการทรมานและการอุ้มหายตามพันธกรณีของอนุสัญญา 2. กำหนดนิยามผู้เสียหายให้กว้างขวางขึ้น 3. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาโดยตรงต้องรับผิดทางอาญา 4. การคุมขังในที่ลับหรือที่ไม่เปิดเผย จะกระทำไม่ได้ 5. คณะกรรมการตามกฎหมายฉบับนี้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน คดีซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย คุ้มครองพยาน และเยียวยาญาติ และ 6. กำหนดให้การร้องเรียนในคดีการซ้อมทรมานและบังคับสูญหายได้รับความคุ้มครอง ไม่อาจถูกฟ้องแพ่ง-อาญาในคดีอื่นใด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายอย่างน้อย 31 คน นับตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นจุดปะทุของไฟความขัดแย้ง ถึงปัจจุบัน

แรงบันดาลใจให้ทนายรุ่นหลัง

นอกจากการเป็นทนายความแล้ว สมชายยังมีสถานะเป็นนักเคลื่อนไหว มีส่วนสำคัญในการล่ารายชื่อเพื่อเสนอให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนแก่ชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทนายความมุสลิมคนอื่น ๆ 

"ทนายสมชายเป็นทนายธรรมดาที่ใช้ชีวิตง่าย ๆ แต่สิ่งที่เขาทำเป็นการพัฒนาทนายความ ในกระบวนการยุติธรรมให้มีศักดิ์ศรี และยึดมั่นในหลักกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน แต่ด้วยประเทศมีรัฐอำนาจนิยม ไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถ่วงดุล หรือกระบวนการยุติธรรม ทนายสมชายจึงต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนี้” อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าว

ข้อมูลของสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุว่า ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเขตอำนาจศาลยุติธรรมภาค 9 มีคดีความมั่นคงต้องดำเนินการพิจารณาประมาณ 150 คดีต่อปี ดังนั้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อาชีพทนายความจึงมีความสำคัญมาก

"สมัยเรียนเคยได้ยินว่า ทนายสมชายทำคดีอะไร และอะไรทำให้เขาหายตัวไป พอเราได้คลุกคลีกับประเด็นนี้ ทำให้เราอยากสานต่อสิ่งที่ทนายสมชายได้ทำไว้” แวซง บาเน็ง ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายมุสลิม ปัตตานี กล่าว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบว่า นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา มีนักกิจกรรมในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างน้อย 40 คน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีอาญา ขณะเดียวกัน ในบางคดีผู้ฟ้องคือ พล.ท. ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 เอง

"งานทนายมีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มก่อการร้ายระดับไหนต้องให้ความช่วยเหลือ แต่เราจะไม่เป็นฝ่ายใดฝ่ายนึง แต่ยึดหลักว่า ถ้ากระบวนยุติธรรมไม่สามารถลงโทษเขาได้ เขาควรเป็นผู้บริสุทธิ์ ควรได้ใช้ชีวิตอย่างปกติ” อับดุลกอฮาร์ กล่าวเพิ่มเติม

เหตุผลที่ สมชายต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่ทนาย เพราะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนั้น ยังมีความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม เรื่องสิทธิเสรีภาพอยู่

“ชาวบ้านยังเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมน้อยมากในพื้นที่ใช้กฎหมายพิเศษ ขณะเดียวกัน เราก็ต้องพยายามให้ความรู้ชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหาด้วยในพื้นที่.. ทำงานแบบเปิดเผย โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบ” แวซง กล่าว

ถึงปัจจุบันผ่านเวลามา 20 ปี แม้ในทางคดี กรณีของสมชายคล้ายว่าจะสิ้นหวัง เพราะเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 คน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวทนายสมชาย เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ แต่อีกทางหนึ่ง การลักพาตัวทนายสมชาย ได้ก่อให้เกิดสิ่งดี ๆ กับสังคมไทยมากมาย

การครบรอบ 20 ปี การหายตัวสมชาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชี้ว่า รัฐบาลไทยล้มเหลวในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

“การยกเลิกโครงการคุ้มครองพยาน เป็นที่ชัดเจนว่าเหยื่อของการบังคับให้สูญหายนั้น ไม่สามารถพึ่งพาทางการไทยได้อย่างเต็มที่ และผู้กระทำความผิดอาจไม่ต้องรับโทษตามความผิดที่ก่อขึ้น” ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยแอมเนสตี้ฯ ระบุ

ด้าน สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย ระบุในแถลงการณ์ว่า “ความพยายามของครอบครัวสมชายในการเรียกร้องความยุติธรรม ยังถูกขัดขวาง เพิ่มเติมด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาในปี 2558 ที่ระบุว่า ครอบครัวไม่สามารถเป็นโจทก์ร่วม เนื่องจากไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่า สมชายเสียชีวิต และไม่สามารถฟ้องร้องด้วยตัวเองได้ คำพิพากษานี้สร้างภาระอันเลื่อนลอยให้กับผู้ที่ถูกอุ้มหาย ต้องพิสูจน์การสูญหายของตัวเอง”

รุจน์ ชื่นบาน ในกรุงเทพฯ ร่วมรายงาน

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง