ส.ว. สหรัฐเรียกร้องรัฐบาลไทยยุติร่าง พ.ร.บ. เอ็นจีโอ

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยังห้ามเอ็นจีโอกระทำกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
นนทรัฐ ไผ่เจริญ
2022.03.23
กรุงเทพฯ
Share on WhatsApp
Share on WhatsApp
ส.ว. สหรัฐเรียกร้องรัฐบาลไทยยุติร่าง พ.ร.บ. เอ็นจีโอ กลุ่มผู้ประท้วงผู้รักสถาบันถือป้ายต่อต้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระหว่างการประท้วงที่ กรุงเทพฯ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565
เอพี

ในวันอังคารที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐ) วุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา ให้รัฐบาลไทยยุติการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร (พ.ร.บ. เอ็นจีโอ) เพราะหากร่างกฎหมายผ่านสภาก็จะมีกระทบต่อการทำงานอิสระของภาคประชาชน และส่งผลลบต่อการส่งความช่วยเหลือทางด้านสิทธิมนุษยชนผ่านไปยังประเทศเมียนมาอีกด้วย

นายเอ็ดเวิร์ด มาร์คีย์ วุฒิสมาชิก และประธานอนุกรรมาธิการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก วุฒิสภาสหรัฐฯ และนายเจฟฟรีย์ เมอร์คลีย์ วุฒิสมาชิก และสมาชิกกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้นำ ส.ว. สหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทย และรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแสดงความกังวลถึงผลกระทบของ ร่าง พ.ร.บ. เอ็นจีโอ ฉบับดังกล่าว

“หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ประกาศใช้จริง มันจะเป็นหนึ่งในกฎหมายที่จำกัดสิทธิเอ็นจีโอมากที่สุดฉบับหนึ่ง ในเอเชีย และจะมีผลกระทบต่อการทำงานของภาคประชาสังคมไทยอย่างถาวร และมันจะทำลายฐานที่มั่นสุดท้ายในการทำงานของภาคประชาสังคมเมียนมา ดังนั้น เราจึงต้องเรียกร้องอย่างเร่งด่วนให้รัฐบาลร่วมกันกดดันให้รัฐบาลไทยยุติการดำเนินการออกกฎหมายที่อันตรายฉบับนี้” ข้อความตอนหนึ่ง ระบุ

แถลงการณ์บนเว็บไซต์ของ ส.ว. มาร์คีย์ ระบุว่า ความขัดแย้งในเมียนมาทำให้ประชาชนเมียนมา 14.4 ล้านคน ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พื้นที่รัฐฉาน และรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งมีชายแดนติดกับประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ชาวเมียนมาได้รับความช่วยเหลือผ่านชายแดน ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ. เอ็นจีโอ บังคับใช้จริงอาจกระทบต่อการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ. เอ็นจีโอ ซึ่งมีสาระสำคัญประกอบด้วย องค์กรไม่แสวงหากำไร ต้องเป็นคณะบุคคลที่รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมโดยไม่แสวงหาผลกำไร และไม่เป็นการรวมกลุ่มเพื่อบุคคล หรือพรรคการเมือง, มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร กำกับดูแลเอ็นจีโอ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานกรรมการ

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยังห้ามเอ็นจีโอกระทำกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ, ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี หรือความแตกแยกในสังคม และผิดกฎหมาย, องค์กรฯ ต้องแจ้งชื่อแหล่งเงินทุนต่างประเทศและใช้เงินตามวัตถุประสงค์ต่อปลัดกระทรวง พม. และเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานให้เข้าถึงได้ง่าย หากองค์กรใดไม่ดำเนินการ ปลัดกระทรวง พม. ในฐานะนายทะเบียนสามารถสั่งให้ยุติการดำเนินกิจกรรมหรือองค์กรได้ และผู้รับผิดชอบจะมีโทษตามกฎหมายอาญา(ยังไม่ได้ระบุโทษ)

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธาน กมธ. การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดเผยกับเบนาร์นิวส์ว่า ณ ปัจจุบัน ร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปจนถึง วันที่ 25 มีนาคมนี้ โดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นแม่ข่าย แต่ยังไม่ทราบกำหนดที่นำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาฯ

“ทาง พม. บอกว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นเห็นด้วยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่เป็นความเห็นของหน่วยราชการ ไม่มีความเห็นของเอ็นจีโอ เพราะเขาแสดงจุดยืนว่าไม่เอาด้วยกับกฎหมายนี้ ผมเชื่อแน่ว่าหากกฎหมายนี้ออกไปก็จะมีเสียงคัดค้านจากเอ็นจีโอทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงต่างประเทศมีความกังวล” นายณัฐชา กล่าวผ่านโทรศัพท์

ร่าง พ.ร.บ. เอ็นจีโอ ถูกวิจารณ์และต่อต้านอย่างมากจากภาคประชาสังคมไทย โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2564 องค์กรภาคประชาสังคมของไทยและต่างชาติ รวมถึงนักสิทธิมนุษยชนรวม 47 องค์กร/บุคคล นำโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, กรีนพีซ รวมถึง นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึง ครม. คัดค้านการออกร่างกฎหมายดังกล่าว

และเมื่อ 7 มกราคม 2565 เครือข่ายภาคประชาสังคม ประชาชน นักวิชาการ และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช) 1,867 องค์กรได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้เช่นกัน

'ไม่มีเอ็นจีโอช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นอีกต่อไป'

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงา กล่าวความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พรบ. ฉบับนี้ กับเบนาร์นิวส์

“กฎหมายนี้ออกมาเพื่อควบคุมและลงโทษจนเกินอำนาจของกฎหมายอาญา ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไรสั่งลงโทษ หรือให้เอ็นจีโอยุติกิจกรรมได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาล เป้าหมายที่แท้จริงของกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นการที่รัฐพยายามควบคุมเอ็นจีโอ... จะไม่เหลือเอ็นจีโอที่ทำหน้าที่พัฒนาสังคมให้ดีขึ้น หรือรัฐบาล”

ด้าน นายฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ชี้ว่า การเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการออกกฎหมายเอ็นจีโอ ของ ส.ว. สหรัฐฯ ครั้งนี้ถูกต้อง และเหมาะสมอย่างยิ่ง

“กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนอุกกาบาตที่พุ่งเข้าใส่ภาคประชาสังคมและเอ็นจีโอที่ยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปการเมือง การต่อต้านการค้ามนุษย์ และการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของกลุ่มเปราะบางในสังคม หากมันบังคับใช้จริงมันจะกระทบต่อเสรีภาพในการสมาคม และแสดงออกทางการเมืองอย่างรุนแรง แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายสิบปี และจะส่งผลกระทบต่อผู้หนีภัยสงครามเมียนมาด้วย” นายฟิล กล่าว

เบนาร์นิวส์ ติดต่อขอความคิดเห็นไปยังกระทรวงการต่างประเทศถึงข้อกังวลของ ส.ว. สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ครม. ได้อนุมัติหลักการของร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งจะถูกใช้ควบคู่กับ พ.ร.บ. องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรฯ เพื่อควบคุมการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคม หลังจากที่รัฐบาลอ้างว่ามีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศไทยที่จดทะเบียนถูกกฎหมายเพียง 87 องค์กร และหลายองค์กรไม่ได้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของแหล่งทุน

ต่อมาในวันที่ 24 กุมกาพันธ์ 2564 เครือข่ายภาคประชาสังคมได้แถลงคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว และเสนอร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมฯ ฉบับประชาชน ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อ 11,799 รายชื่อต่อรัฐบาล

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง

ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ